ดวงดาวแห่งเบทเลแฮม

เมไจ กับ ดวงดาวแห่งเบธเลเฮม

 

การแกะรอยเรื่องราวเหลือเชื่อจากดินแดนตะวันออกกลาง จรดพื้นที่ยุโรป การสำรวจทางวิทยาศาสตร์ที่จะเปิด เผยเรื่องราวเร้นลับ และประเพณีโบราณ แรงบันดาลใจของกษัตริย์ทั้งสามพระองค์ รวมถึง ของขวัญที่มอบแด่พระเยซูในวันคริสมาส ดวงดาวแห่งเบธเลเฮม สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ปาฏิหาริย์ หรือเป็นของจริงซึ่ง อธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์

 

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นที่เมือง เบธเลเฮม ในแต่ละปีมีผู้คนนับแสนเดิน ทางมาเยือนโบสถ์แห่งนี้ ศาสนสถานที่เชื่อกันว่า เป็นที่ประสูติของพระเยซู บริเวณที่พระเยซูประสูติ ได้ถูกทำสัญลักษณ์ไว้ด้วยดาวสีเงิน เหล่าผู้แสวงบุญกำลังเดินทางตามรอยกษัตริย์ ทั้ง 3 เรื่องราวมหัศจรรย์เกี่ยวกับพระเยซู ที่ได้รับการบอกเล่าเป็นเวลานานกว่า 2,000 ปี ก่อนอื่นเราต้องทราบก่อนว่า การเดินทางของกษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์ ไปยังเมืองเบธเลเฮม เพื่อมอบของขวัญแด่พระเยซูในวันประสูติ นั้น มีปรากฏในคัมภีร์นักบุญ แมทธิว

 

                   

 เรื่องราวของกษัตริย์ทั้ง 3 ถูกเขียนขึ้น หลังการสิ้นพระชนต์ของพระเยซู 40 ปี ถ้อยคำในพระคัมภีร์ มีผลต่อชาวคริสต์ ที่เลื่อมใสในคำสอนของพระเยซู มาตั้งแต่ครั้งอดีต แต่ทว่าเรื่องราวที่เล่าขาน ต่อกันมานั้น ก็ชวนให้หลาย คนสงสัยว่า กษัตริย์ ทั้ง 3 พระองค์ มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ ข้อมูลทั้งหมดปรากฏอยู่ในหลุมพระศพ เท่านั้น นั้น เพราะว่าคัมภีร์ไบเบิล ได้กล่าวถึงของขวัญ 3 อย่างได้แก่ ทอง กำยาน และ ยางไม้หอม พวกเขาเป็นกษัตริย์จริง ๆ หรือไม่ และพวกเขามาจากที่ใด ?

 

ร่องรอยสำคัญอยู่ทางดินแดนตอนใต้ของอารเบีย ร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ เป็นหลักฐานยืนยันเรื่องราวกษัตรยิ์ อาณาจักรชี บา เคยถูกกล่าวถึงในคัมภีร์ไบเบิล และสิ่งที่มีค่ายิ่ง เปรียบได้กับทองคำในเวลานั้นก็คือ กำยาน เชื่อกันว่าเครื่องหอมที่หายาก ชนิดนี้ จะช่วยเป็นสื่อ ใกล้ชิดกับพระเจ้ามาก ขึ้น ตามพระคัมภีร์ชาวยิวได้ทำนายไว้ว่า กษัตริย์ทั้งสามนั้นต้องมาจากชีบา และกำยาน ก็ต้องมาจากศูนย์กลาง ค้ายา จากอาณาจักรชีบาเท่านั้น เพราะว่าพืชชนิดนี้ มีปลูกเฉพาะทางตอนใต้ของอารเบีย และทางตะวันออกเฉียงเหนือของแอฟริกาเท่านั้น 


แหล่งที่มาของกำยาน ชี้ให้เห็นเส้นทางการเดินทางกษัตริย์ ยังกรุงเยรูซาเลม เส้นทางซึ่งมีตำนานว่า ราชินีแห่งชีบา เคยใช้เดินทางไปพบกับกษัตริย์โซโลมอน เมื่อ 900 ปี ก่อนการประสูติของพระเยซู กษัตริย์ทั้ง 3 อาจใช้เส้นทางเดียวกันนี้ ในการเดินทางไปพบพระเยซู ซึ่งนักปราชญ์แต่ละยุคเชื่อแน่ว่า ชีบาจะต้องเป็นศูนย์กลางของเหล่านักแสวงบุญ อย่างแน่นอน แต่อาณาจักรชีบากลับไม่ได้ตั้งอยู่ทาง ตะวันออกของเยรูซาเลม ตามที่ปรากฏในไบเบิล แต่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ ถ้าชีบาไม่ใช่ศูนย์กลางของเหล่านักแสวงบุญ แล้วมันควรจะเป็นที่ใดกันแน่ 


อ้างตามคัมภีร์นักบุญแมทธิว เขาไม่ได้กล่าวถึง 3 กษัตริย์ ในฐานะพระราชา แต่เป็นเพียงผู้แสวงบุญ หรือ เมไจ แห่งเปอร์เซียเท่านั้น คำว่า เมไจ เป็นรากศัพท์ของคำว่า เมจิกเชียน หรือผู้วิเศษในปัจจุบัน ถ้าอยากทราบว่าเมไจ คือใคร เราต้องย้อนกลับไปหา เฮโรโดตุส บิดาแห่งประวัติศาสตร์

 

เฮโรโดตุส

ราว 4 ศตวรรษ ก่อนการประสูติพระเยซู เฮโรโดตุส อธิบายไว้ว่า เมไจ คือกลุ่มคน ที่มีความเชื่อทางศาสนา พวกเขาใช้ชีวิตเหมือนกับพระ โดยอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล แคสเปียน หรือ ประเทศอิหร่านในปัจจุบัน หลายศตวรรษ ต่อมา เมไจ ได้กลายมาเป็นผู้นำทางศาสนาในเปอร์เชีย ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของอิสราเอล


หลักฐานสำคัญอื่น ๆ ที่ชี้ให้เห็น นักแสวงบุญหรือ เมไจ ทั้ง 3 เป็นนักบวชจากเปอร์เชีย พบได้จากศิลปะยุคแรก ๆ ในหลุมศพของชาวโรมัน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นักแสวงบุญเมไจ สวมกางเกง เสื้อคลุม และหมวกทรงแหลม สิ่งที่สะดุดตาก็คือเครื่อง แต่งกายในภาพนั้น เหมือนกับที่อยู่ในภาพ โมเสก บนกำแพงของโบสถ์ที่เมืองราวานนา ในอิตาลี ไม่มีผิด รูปภาพแสดงถึงเครื่องแต่งกาย ของชาวเปอร์เซียโบราณ ซึ่งเป็นอิทธิพลมาจากคำสอนของนักบุญแมทธิว ที่เขียนขึ้นหลังการสิ้นพระชนต์ ของพระเยซู ไม่กี่ 10 ปีเท่านั้น


 หากนักแสวงบุญเหล่านั้น คือ เมไจ จากเปอร์เซีย แล้วเรื่องราวการเดินทางของพวกเขา เริ่มต้น ณ ที่ใด โดยบางคนเชื่อว่า มันเริ่มต้นที่เมืองบาบิลอน

 

นครบาบิลอน มีชื่อเสียงทางประวัติศาสตร์มานาน เพราะมีสวนลอยฟ้า หนึ่งใน เจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ ภายในหอคอยแห่งบาบิลอน เมไจ มีพลังอำนาจในการรักษา ผู้ป่วยและพยากรณ์ ความฝัน เมไจ ทำหน้าที่เป็นผู้ทำพิธี ทางศาสนา พวกเขามีเวทมนต์ รวมถึงทำนายอนาคตได้ พลังอำนาจเหล่านี้ ทำให้มีผู้เคารพนับถือ เมไจ เป็นจำนวนมาก จึงทำให้เกิดเข้าใจผิดว่า เมไจ ก็คือ กษัตริย์ของคนยุคนั้น โดยเมไจ แห่งเปอร์เซียนั้น เปรียบได้กับพระระดับสูงของศาสนาบูชาไฟ ศาสนาบูชาไฟ มีชื่อเรียกตามผู้ก่อตั้งคือ โซโรแอสเตอร์ และมีผู้นับถือศาสนานี้ มาจนถึงปัจจุบัน

 

ศาสนาโซโรแอสเตอร์ นับถือพระเจ้าองค์เดียวเหมือนกับศาสนายิว และ คริสต์ พระเจ้าของศาสนาบูชาไฟคือ อหุรามาสดา ซึ่งมีสัญลักษณ์อยู่ทั่วทุกหนแห่ง ตามซากปรักหักพังของเปอร์เซียโบราณ อหุรามาสดา มีศัตรูเป็นวิญญาณแห่งความมืด และสิ่งชั่วร้ายนาม อันกรามันยู เหมือนกับความเชื่อของชาวคริสต์ ความมืดคือตัวแทนของปีศาจ และความดีเป็นสัญลักษณ์แห่งแสงสว่าง ดังนั้นไฟจึงเป็นสิ่งสำคัญ ในการประกอบพิธีกรรมของศาสนาโซโรแอสเตอร์ โดยเชื่อกันว่า วิญญาณของ อหุรามาสดา จะปรากฏในเปลวไฟ ถึงแม้พิธีบูชาไฟนี้ จะแตกต่างจากพิธีกรรมของชาวยิว และคริสต์ แต่สิ่งที่คล้ายกันก็คือ เรื่องหลักความเชื่อ สิ่งอื่นที่เหมือนกันคือ เมไจ ของศาสนาบูชาไฟ มีความเชื่อคล้ายชาวยิวที่เชื่อ ว่าพระเจ้าเป็นผู้นำแห่งความดี และเอาชนะสิ่งชั่วร้ายได้ 


ดังที่ปรากฏในบันทึกโบราณคดีชาวยิวนาม โจเซฟัส ว่า ขณะที่พระเยซู กำลังจะประสูตินั้น ผู้คนกล่าวกันว่า พระผู้เป็นเจ้ากำลังจะมาหาพวกเขา แต่ไม่มีใครรู้ว่า พระเจ้าจะมาในรูปใด ร่องรอยดังกล่าวจะปรากฏในจารึก ซึ่งถูกค้นพบในถ้ำหลายแห่ง ที่อิสราเอล

 

สิ่งเชื่อมโยงอยู่ ในบันทึกของชาวยิวโบราณกล่าวว่า ชาวยิวจำนวนมากถูกส่งไปเป็นทาส ในกรุงบาบิลอน และเมื่อพวกเขาได้รับอิสรภาพ ชาวยิวส่วนใหญ่ก็ยังคงอยู่อาศัยในกรุงบาบิลอน โดยมีอาชีพค้าขาย และทำการค้าขายระหว่างเปอร์เซียกับ กรุงเยรูซาเลมและ เมืองอื่น ๆ ที่อยู่ไกลออกไป เป็นระยะเวลาหลายศตวรรษ ที่ชาวยิวอยู่ร่วมกับชาวเปอร์เซียอย่างสงบสุข และได้สืบทอดภาษาอาราเมอิ หรือภาษาที่ใช้ในสมัยพระเยซูมาด้วย


แต่ทำไมนักแสวงบุญหรือเมไจ จึงต้องเดินทางไกลเพื่อไป แสดงความเคารพพระเจ้าของชาวยิว คำตอบอยู่ในคัมภีร์แห่งการถือกำเนิด ของชาวคริสต์ เป็นบันทึกเรื่องราวขณะพระเยซูยัง เป็นทารกอยู่ ในคัมภีร์กล่าวว่า โซโรแอสเตอร์ พระเจ้าแห่งศาสนาบูชาไฟ ได้พยากรณ์การประสูติของพระเยซู และการเดินทางของเมไจไปยัง เมืองเมธเลเฮมเอาไว้ ล่วงหน้า


แต่ก็ยังมีหลักฐานอีกอย่างหนึ่งซึ่ง ยืนยันว่า พระเจ้าที่เหล่าเมไจตามหาก็คือ พระเยซู ดวงดาวมีความสำคัญต่อนักแสวงบุญเหล่านี้ มาก เพราะมัน ไขปริศนาแห่งอนาคตได้ เมไจแห่งกรุงบาบิลอนนั้น มีความปราดเปรื่องเรื่องดวงดาวแห่งเบธเลเฮม สำหรับชาวบาบิลอน ดวงดาวเปรียบเสมือนสิ่งมหัศจรรย์ การเคลื่อนที่ของดวงดาว ทำให้ล่วงรู้อนาคตได้และท้องฟ้าก็คือ ผู้ส่งสารจากพระเจ้า วิชาดาราศาสตร์ในปัจจุบันและโหราศาสตร์นั้น สืบทอดมาจากศิลปะสมัยโบราณ แม้แต่สัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ประจำราศี

 

เมื่อผู้วิเศษมองเห็นดวงดาวแห่งเบธเลเฮม พวกเขาจะรู้ความหมายที่แฝงอยู่ทันที ตามความเชื่อดวงดาวที่เห็น คือสัญลักษณ์แห่งการประสูติที่ยิ่งใหญ่เหนือกษัตริย์องค์ใด


สำหรับชาวคริสต์ เหตุการณ์ในตำนานดังกล่าว คือสัญญาณจากพระเจ้า มันคือปาฏิหาริย์ที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้ แต่นักดาราศาสตร์จะหาคำอธิบายได้หรือไม่ว่า ดวงดาวแห่งเบธเลเฮมที่ เมไจเห็นในเปอร์เซียนั้น มีอยู่จริงหรือไม่ การเฉลิมฉลองในวันคริสตมาส ในวันที่ 25 ธันวาคม ซึ่งตรงกับวันประสูติของพระเยซูนั้น มีมานานมากกว่า 1,600 ปีแล้ว

 

วันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ได้กลายมาเป็นวันคริสตมาส โดยมีที่มาจากวันเกิดของสุริยะเทพ ของชาวโรมัน ที่ให้แสงสว่างแก่มนุษย์ แต่ชาวคริสต์ไม่ต้องการร่วมฉลองเทพเจ้าของโรมัน จึงหันมาฉลองมันประสูติของพระเยซูแทน นักบวชชาวคริสต์นาม นีโอนิซีอุส เอ็กซีเจียส ได้คำนวณปีพระเยซูประสูติ หลังจากที่พระเยซู ถือกำเนิดได้ 500 ปี ปฏิทินที่เราใช้กันอยู่ ก็ยึดหลักการคำนวณของเขานั้นเอง

 

แต่ในอีก 1,500 ปีต่อมา นักปราชญ์ส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่า พระเยซู คงจะประสูติในช่วงที่กษัตริย์ เฮรอด ผู้ยิ่งใหญ่ ทรงปกครองชาวยิวอยู่ ในยุคเรอเนซองค์ คนส่วนใหญ่เชื่อว่า ดวงดาวที่แจ้งการประสูติของพระเยซูก็คือ ดาวหาง หลังจากนั้นพวกเขาก็ให้ความเห็นต่าง ๆ นา ๆ ว่า ดวงดาวที่ชาวคริสต์กล่าวถึงก็คือ ดาวฤกษ์ที่เกิดจาการระเบิด และทำให้เกิดแสงสว่างบนท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่กลุ่มนักปราชญ์เชื่อว่า ดาวหางนี้ คือผู้ส่งสารสำหรับเมไจ แต่ยังไม่หลักฐานว่า ดาวฤกษ์แสดงถึงการประสูติของกษัตริย์

 

ผลจากการค้นคว้าล่าสุดพบว่า ดวงดาวนั้นไม่ใช่แสงที่กระพริบแสงตามประเพณี ของชาวคริสต์ แต่กลับเป็นดวงดาวในจักรราศี ทฤษฏีนี้ ยึดหลักการถอดรหัสตาม ความลับทางโหราศาสตร์ของเมไจ


ที่พิพิธภัณฑ์แห่งกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ มีหลักฐานสำคัญก็คือ แผ่นดินเผา ที่แกะสลักเป็นภาษาบาบิลอนโบราณ อันเป็นแหล่งกำเนิดเมไจ แผ่นจารึกที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์อังกฤษ คือปฏิทินโหราศาสตร์แห่งซีปาน ซึ่งอธิบายการเคลื่อนที่ของดาวพฤหัสบดี และดาวเสาร์ ในปีที่ 7 ก่อนคริสตศักราช

 

ดวงดาวเหล่านี้ สำคัญมากต่อเหล่าเมไจ ดาวพฤหัสบดี เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์องค์ใหม่ ส่วนดาวเสาร์เป็นสัญลักษณ์ของกษัตริย์องค์เก่า เมื่อดวงดาวทั้งสองอยู่ใกล้กันบนฟากฟ้า แสดงว่าจะต้องมีการเปลี่ยนราชบัลลัง และถ้าหากพบกันในหมู่ดาวราศีมีน ยิ่งน่าสนใจ เพราะกลุ่มดาวราศีมีน เป็นสัญลักษณ์ของอิสราเอล หากแปลความหมายที่กล่าวมาถูกต้อง พระเยซู ก็น่าจะประสูติในช่วง 7 ปีก่อน คริสตศักราช

 

เมื่อดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์มาบรรจบกัน ในหมู่ดาวราศีมีน เป็นไปได้หรือไม่ว่า ที่ดวงดาวแห่งเบธเลเฮม จะเป็นศูนย์รวมกลุ่มดาวราศีมีน ขณะที่ดาวพฤหัศบดี ในแทนพระเยซู แต่ความเชื่อที่ว่า อิสราเอลก็คือกลุ่มดาวราศีมีนนั้น ถูกหักร้างด้วยการค้นพบครั้งใหม่ การค้นพบของไมเคิล โมนาห์ เป็นกุญแจสำคัญในการค้นหาเรื่องราวเกี่ยวกับดวงดาว การค้นพบของโมนาห์ ได้เชื่อเขาไปยังบันทึกและคัมภีร์โหราศาสตร์ที่กล่าวถึงเวลาประสูติของพระ เยซู อาจเป็นไปได้ว่า เมไจ ไม่ได้เห็นดวงดาวในหมู่ราศีมีน แต่กลับเป็นหมู่ดาวในราศีเมษ แทน

 

ในช่วง 7 ปีก่อนคริสศักราช ดาวพฤหัสบดีและดาวเสาร์ ไม่เคยโคจรมาพบกัน ในหมู่เมษ แต่ หนึ่งปีให้หลังมีเหตุการณ์ บางอย่างในหมู่โหราศาสตร์เกิดขึ้น ซึ่งมีผลต่อเมไจ เป็นอย่างมาก ดาวพฤหัสบดี ราชาแห่งดวงดาว ถูกดวงจันทร์บดบัง นี่คือสัญญาณของการประสูติของกษัตริย์พระองค์ใหม่ในหมู่ชาวยิว เหตุการณ์เกิดขึ้นทางทิศตะวันออก ซึ่งตรงกับที่นักบุญ แมทธิว เคยกล่าวไว้ในพระคัมภีร์ โมนาห์เชื่อว่า เมื่อดาวพฤหัสบดีปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออก และถูกดวงจันทร์บดบัง มันคือช่วงเวลาที่ประเยซูประสูติ โมนาห์เชื่อว่า ดวงดาวแห่งเบธเลเฮม คือดาวพฤหัสบดี และในวันที่ 17 เมษายน 6 ปี ก่อนคริสตกาล คือวันที่พระเยซูประสูติ ซึ่งพระชาวเปอร์เซียได้ทำนายไว้ โดยอาศัยความรู้อย่างแตกฉานเรื่องดวงดาว

 

หลังจากที่เมไจ เห็น สัญลักษณ์ที่จะนำไปพบกับพระเยซู พวกเขาก็รวบรวมของที่ประเมินค่ามิได้ และเตรียมเดินทางไปยังดินแดนดันไกลโพ้น เพื่อตามหากษัตริย์องค์ใหม่ของชาวยิว ถือเป็นการจารึกแสวงบุญที่มีชื่อเสียงตลอดกาล แต่ก็มีอันตรายมากมายรออยู่เบื้องหน้า พวกเขาไม่รู้เลยว่ากำลังเดินทางไปสู่กับดัก 


วันที่ 17 เมษายน 6 ปีก่อนคริสตกาล กลุ่มพระเมไจแห่งเบอร์เซีย เห็นสิ่งที่ปรากฏบนท้องฟ้าเหนือกรุงบาบิลอน อันแสดงว่ากษัตริย์องค์ใหม่ของชาวยิว ได้ประสูติแล้ว การเดินทางไปตามสัญลักษณ์ดวงดาวของเมไจ ได้มีส่วนต่อความเชื่อของชาวคริสต์ ในเวลาต่อมา เมื่อเห็นดวงดาวแห่งเบธเลเฮม พระเมไจเหล่านั้น ก็เตรียมเดินทางไปเคารพสักการะกษัตริย์ องค์ใหม่ โดยสิ่งแรกที่ต้องทำคือ การหาของขวัญล้ำค่าที่คู่ควรกับกษัตริย์

 

โดยในคัมภีร์ของนักบุญแมทธิว ได้กล่าวถึงของขวัญไว้สามอย่าง อย่างแรกคือ ทองคำ โลหะที่มีค่าสูงสุด สีที่ไม่จืดจาง ทำให้เจิดจรัส คู่กับกษัตริย์ตลอดกาล ของขวัญอีกชิ้นคือ กำยาน เครื่องหอมที่ถือเป็นสิ่งมีค่า มายาวนานกว่า 3,000 ปี และเป็นสิ่งจำเป็นในพิธีกรรมของหลายศาสนา กำยาน ทำจากยางไม้ของพืชหายาก และนำเข้ามาจากอินเดีย หรือกรุงโรม คุณค่าของมันในอดีต มีมากจนเปรียบเทียบกับทอง ยางไม้หอม ของขวัญชิ้นที่สาม มีมูลค่ามากกว่าทองคำถึง 7 เท่า โดยจะพบได้พื้นที่ทางตอนใต้ของอารเบียเท่านั้น คุณประโยชน์ที่สำคัญก็คือ การใช้สำหรับดองศพไม่ให้เน่าเปื่อย ยางไม้หอมเป็นของที่มีค่าสูง เพราะคุณสมบัติที่น่าอัศจรรย์นี้เอง ไม่มีสิ่งอื่นใดมีค่ามากกว่าสิ่งของขวัญนี้อีกแล้ว


 พวกเขากำลังเดินออกจากกรุงบาบิลอน และเริ่มต้นเดินทางไปยังดินแดนอันไกลโพ้น ที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและอันตราย


เมืองจูเดีย อยู่ห่างจากเมืองบาบิลอน อยู่ 150 ไมล์ ตามเส้นทางการค้าที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย กลุ่มพระเมไจได้รับการคุ้มครองจากพ่อค้า กลุ่มพระเมไจ ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีฐานะ และมีความสำคัญ เป็นที่หมายหัวของพวกนอกกฎหมาย และชนเผ่าทะเลทราย ซึ่งต้องการปล้นเอาของขวัญล้ำค่า ที่พระเมไจนำติดตัวไปด้วย การเดินทางล้วนเต็มไปด้วยอันตราย เหล่าเมไจต้องเดินทางข้ามทะเลทรายที่กว้างใหญ่และแห้งแล้ง เพื่อไปยังภูเขาจอร์แดน ดินแดนแห่งจูเดีย

 

ในกรุงเยรูซาเลม ไม่มีผู้ใดรู้ถึงคำทำนายว่า พระเจ้าได้ประสูติแล้ว และที่เมืองจูเดีย ในเวลานั้น ก็มีกษัตริย์เฮรอด ที่ยิ่งใหญ่ครองราชย์อยู่แล้ว เป็นที่รู้กันว่า กษัตริย์พระองค์นี้ ชอบกดขี่ประชาชน และไร้ความปราณี กษัตริย์ เฮรอด ครองราชย์ที่เกิดความขัดแย้ง ระหว่างสองอาณาจักรใหญ่ คือ อาณาจักรเปอร์เซีย กับอาณาจักรโรมัน อาณาจักรโรมัน ได้เข้าครอบครองเมืองจูเดีย โดยได้แต่งตั้งให้เฮรอดเป็น กษัตริย์ปกครองเมือง แต่ก็มีสถานเป็นแค่หุ่นเชิด พระองค์ไม่ได้เป็นชาวยิวโดยกำเนิด จึงเป็นที่เกลียดชังและหวาดกลัว ของ ประชาชน ซ้ำ เขายังมีอาการทางจิตอีกด้วย และได้สังหารลูกตนเองถึงสามคน ความคลางแคลงใจมีอยู่ทั่วไป

 

กษัตริย์เฮรอดครอบครองอำนาจด้วยการติดสินบน ใช้เล่ห์เพทุบาย กำจัดศัตรูให้พ้นทาง เพื่อคงอำนาจไว้ หลายเดือนหลังจากการเดินทาง เมไจทั้งสามได้มาถึงเมืองจูเดีย และเดินทางต่อไปยังเยรูซาเลม ทันที เรื่องที่พวกเขาสืบหากษัตริย์องค์ใหม่ของชาวยิว ได้ไปถึงหูของกษัตริย์เฮรอด ตามพระคัมภีร์ของนักบุญแมทธิวที่ กล่าวว่า กษัตริย์เฮรอด ทรงรับรู้ถึงภัยที่คุกคามอำนาจของพระองค์ นักบุญแมทธิวบันทึกไว้ว่า กษัตริย์เฮรอดทรงมี บัญชาให้หัวหน้านักบวช ทำการค้นหากษัตริย์องค์ใหม่ให้พบ ซึ่งตามคำทำนายโบราณเชื่อว่า เป็นพระเจ้าที่จะมาเกิดในเมืองเบธเลเฮม เหล่าเมไจ ขอความช่วยเหลือจากชาวคริสต์ ให้ช่วยตามหาพระเยซู แต่ทว่าพวกเขาและชาวคริสต์ กำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

กษัตริย์เฮรอดทรง แสร้งว่า พร้อมที่จะช่วยเหลือเมไจตามกษัตริย์ องค์ใหม่ โดยได้บอกทางไปยังกรุงเบธเลเฮมให้ และหวังง่าเหล่าเมไจ จะนำพาเขาไปพบกับพระเยซู ในบันทึกของนักบุญแมทธิว กล่าวว่า การเดินทางตลอด 6 ไมล์นั้น ได้ใช้ดวงดาวช่วยนำทาง 


ตามประเพณีวันคริสตมาสนั้น สามกษัตริย์ได้พบพระเยซูในโรงม้า แต่ในคัมภีร์ไบเบิลกลับบันทึกเรื่องราวไว้สองแบบ และเด็กทารกที่เมไจพบในโรงม้านั้น แตกต่างกันมาก ตามที่เล่าสืบต่อกันมา เมไจได้พบพระเยซู หลังจากประสูติแล้ว 12 วัน ดังนั้น วันที่ 6 มกราคม จึงถูกเรียกว่าเป็นวันแห่งสามกษัตริย์ แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาจใช้เวลาเดินทางมากกว่านั้น และพวกเขาอาจจะพบพระเยซู เมื่อพระองค์อายุ 2 พรรษาแล้วก็เป็นได้


การมอบของขวัญแด่พระเยซูของเมไจ ได้นำมาซึ่งความ ศรัทธาในหมู่ชาวคริสต์ 
ณ กรุงเยรูซาเลม กษัตริย์เฮรอดกำลังฟังข่าวของเหล่าเมไจ อย่างกระวนกระวายใจ พระองค์ยังไม่ลืมเลือนคำทำนาย ในฐานะผู้ที่จงรักพักดีแก่กรุงโรม หากใครต่อต้านกฎเหล็กของกษัตริย์ จะต้องถูกประหาร กษัตริย์ เฮรอดทรงรอการกลับมาของเมไจอย่างใจเย็น และได้เตรียมกับดักไว้แล้ว

 

แต่ก่อนที่เมไจจะเดินทางกลับไปยังกรุงเยรูซาเลม นักบุญรูปหนึ่งได้ฝันว่า พระเจ้าส่งสารมาเตือนถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้น ความฝันนั้น บอกถึงการหลอกลวงและแผนของกษัตริย์เฮรอด ที่ต้องการลอบปลงพระชนต์พระเยซู และเตือนว่าเมไจทั้งสามไม่ควร จะกลับไปหากษัตริย์เฮรอด เหล่านักแสวงบุญเมไจเชื่อคำเตือนนั้น และตัดสินใจเดินทางกลับเปอร์เซีย โดยใช้อีกเส้นทางหนึ่ง 


เหล่านักแสวงบุญหรือเมไจ พยายามขัดขวาง แผนลอบปลงพระชนต์ ของกษัตริย์เฮรอด แต่พระองค์ก็ทรงทราบใจที่สุด พระองค์กริ้วเป็นอันมาก และได้รับสั่งสิ่งที่น่ากลัวทีสุด ตามที่ระบุไว้ในคัมภีร์ไบเบิล คือการสังหารหมู่ผู้บริสุทธิ์ ในคัมภีร์ของนักบุญแมทธิว ระบุไว้ว่า กษัตริย์เฮรอดได้ส่งทหารไปยังเมืองเบธเลเฮม และสังหารเด็กทุกคนที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ แต่โจเซฟ ฝันเห็นเหตุการณ์นี้ล่วงหน้า เขาจึงพาพระแม่มารีย์ และพระเยซู หนี ไปอยู่ที่อียิปต์ ก่อนที่ทหารของกษัตริย์เฮรอดจะมาถึง

 

ของขวัญที่เหล่าเมไจ นำมามอบแด่พระเยซูนั้น ได้เป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่าเป็นแค่สัญลักษณ์ แต่ความทุกข์ยากของพระเยซูนั้นเพิ่ง จะเริ่มขึ้นเท่านั้น หลังจากนั้น แม้จะไม่มีการกล่าวถึง นักแสวงบุญเมไจ อีก แต่เรื่องราวของพวกเขาก็ไม่ได้เลือนหายไป 



ในศตวรรษที่ 3 ศาสนาคริสต์ได้แพร่มายังกรุงโรม เหล่าศิลปิน ต่างการกันวาดภาพ นักแสวงบุญ บนกำแพงสุสานใต้ดิน เป็นภาพชายแปลกหน้าจากดินแดนตะวันออก ที่โค้งคำนับพระเยซูในวัยทารก ภาพการมอบของขวัญแด่พระผู้เป็นเจ้าของเมไจ พบเห็นได้เสมอในงานศิลปะ ชุดแต่งกายธรรมดา ๆ ของชาวเปอร์เซีย ถูกเปลี่ยนเป็นมงกุฎ และเครื่องทรงกษัตริย์ 


หลังจากผ่านใน 1 ศตวรรษ เหล่าเมไจ ได้รับการยกย่องมากขึ้นเรื่อย ๆ นักแสวงบุญเมไจ เป็นตัวแทนของคน สามวัย โดยในยุคเรเนอซองค์ ถือเป็นกษัตริย์ทั้งสามถือเป็นสัญลักษณ์ของการไม่ปิดกั้น ทางเชื้อชาติ สีผิว และศาสนา 


ในดินแดนตะวันออกชาวคริสเตียน เชื้อสายซีเรีย มีเรื่องเล่ามายาวนานกว่าศตวรรษ ชื่อว่าถ้ำ มหาสมบัติ ที่กล่าวว่า พระนามของกษัตริย์ในตะวันออกกลาง ต้องตามด้วยชื่อถิ่นกำเนิด เช่น พอลล์ มิสดา กษัตริย์แห่งเปอร์เซีย ยัส เดอ เพิส กษัตริย์แห่งซาบา และ เพรูซาต กษัตริย์แห่งชีบา 


เรื่องราวของนักแสวงบุญเมไจ ได้รับการปรุงแต่งจากที่ต่าง ๆ ทั่วโลก มาเป็นเวลายาวนานกว่า 2,000 ปีแล้ว แต่ยังมีตำนานอะไรอีกบ้างที่สามกษัตริย์จากมา ประเทศอิหร่านและอิรัก เป็นแห่งอารยธรรมโบราณเปอร์เซียในอดีต และเรื่องราวของนักแสวงบุญเมไจ 
เมื่อมาโคโปโล ค้นพบตำนานดังกล่าวในศตวรรษที่ 13 เขาพบร่องรอยเล็ก ในเปอร์เซีย

แล้วศพของเมไจทั้งสามอยู่ที่ใด ?


                        เชื่อกันว่า ศพทั้งสาม ถูกเคลื่อนย้ายไปจากเปอร์เซียโดย เซนต์ เฮเลนา เมื่อประมาณ 900 ปีก่อน เซนต์ เฮเลนา คือ พระมารดาของคอนสแตนติน ผุ้ทำให้ศานาคริสต์รุ่งเรืองในโรม ท่านเป็นผู้ค้นพบไม้กางเขนของจริง รวมทั้งหลุมศพของพระเยซูในกรุงเยรูซาเลม อีกด้วย เชื่อกันว่า เซนต์ เฮเลนา เป็นผู้นำกระดูกทั้งสาม กษัตริย์ไปไว้ที่เมืองไบเซนไทม์ หรือกรุงอิสตันบลู ในปัจจุบัน กระดูกทั้งสามกษัตริย์ถูกลืมเลือนไป แต่ก็มีการค้นพบหีบศพใน ศตวรรษต่อมา ที่เมืองมิลาน แต่การเดินทางของสามกษัตริย์ ไม่จบแค่นั้น



ในช่วงศตวรรษที่ 12 จักรพรรดิ เฟรดเดอร์ริก บาบารอสซา แห่งโรม ได้นำทัพบุกเข้ามาในมิลาน มีการปล้นสะดม และการนำอัตถิของเมไจ ไปมอบแด่ สังคราช แห่งโคโลญ มีการสร้างโบสถ์ขึ้นที่นั่นเพื่อเป็นเกียรติ อัตถิ ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี ไม่มีผุ้ใดล่วงรู้ว่า เซนต์ เฮลานา เป็นผู้ค้นพบศพของสามกษัตริย์จริงหรือไม่ ใต้วิหารนั้นเองพบผ้าห่อศพของกษัตริย์มาก่อน
จากการตรวจสอบพบว่า ผ้าผืนนี้ ทอด้วยเส้นไหมจากประเทศจีน และห่อด้วยทองคำ จากผ้าตัวอย่างชิ้น เล็ก ๆ พบว่า เป็นสีย้อมผ้าสีม่วง ซึ่งได้มาจากหอยทากชนิดหนึ่ง และใช้หอยทากถึง 8,000 ตัวมา สกัดรวมกัน เพื่อให้ได้สีย้อมผ้าเพียง 1 กรัมเท่านั้น ผ้าฝ่ายแบบนี้มีใช้ แต่ในหมู่กษัตริย์


ผลการทดสอบผ้าบอกว่า เซนต์ เฮเลนา เป็นผู้ขุดกระดูกขึ้นมาจากหลุมฝังศพ ในเปอร์เซีย จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า ที่ผ้าห่อศพ จะเป็นกระดูกของกษัตริย์

 

เรื่องราวสามกษัตริย์ ยังคงเป็นเรื่องราวเร้นลับต่อไป

 

ที่มา : http://www.mythland.org

 

ภาพหัวเรื่อง จากวิกิพีเดีย

ภาพในเรื่องจากgoogle

Visitors: 241,447