จันทร์ในโหราศาสตร์แรม8-15ค่ำ

 

เกิดวันแรม ๘ ค่ำ (วันที่ ๒๓ ของเดือนจันทรคติ)
                ผู้ที่เกิดในวันแรม ๘ ค่ำชอบการเดินทาง  และการเปลี่ยนแปลง  ความล่อตาล่อใจของประดาสิ่งของ  เรื่องต่างประเทศจะสำแดงพลานุภาพอันดึงดูดใจได้อย่างเข้มข้นต่อ ‘คนแรม ๘ ค่ำ’ ให้ใหลหลง  ความจริง ‘คนแรม ๘ ค่ำ’ มักเปลี่ยนงานและที่พักอาศัยมากกว่าสิ่งอื่นใดทั้งหมด  และท่านอาจจะไปพำนักอาศัยอยู่ยังต่างประเทศ  อย่างไรก็ตาม ‘คนแรม ๘ ค่ำ’ ไม่เคยรู้สึกมีความสุขเกี่ยวกับการทำเช่นนั้นเลย  เพราะการที่ ‘คนแรม ๘ ค่ำ’ ออกไปจากบ้านจะแยก ‘คนแรม ๘ ค่ำ’ ออกจากรากเหง้า  ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับตนเอง  และเป็นสาเหตุให้เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้อื่น  เกิดความแข็งและว้าวุ่น  ‘คนแรม ๘ ค่ำ’ มีความรู้สึกพบจิตใจที่พัฒนาขึ้นอยู่ในระดับที่ดีงาม และรักมนุษย์  ซึ่งเมื่อพิจารณาอย่างให้ความนับถือมากๆและในหลายๆด้าน  และดูท่านเหมาะสมสำหรับงานเผยแพร่พระศาสนาและงานสงเคราะห์บรรเทาทุกข์


                เกิดวันแรม ๙ ค่ำ (วันที่ ๒๔ ของเดือนจันทรคติ)
                ผู้ที่เกิดในวันแรม ๙ ค่ำ  แม้ว่าจะขี้อาย  และไม่แน่ใจตนเอง  ‘คนแรม ๙ ค่ำ’ มีจิตใจกรุณา และมีความสุข  กิริยาอาการที่น่ารักน่าใคร่  ลักษณะเหล่านี้จักดึงดูดจูงใจผู้อื่นมาหาตนเอง  ‘คนแรม ๙ ค่ำ’ ใกล้ชิดครอบครัว  ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ ‘คนแรม ๙ ค่ำ’ อย่างมากๆอยู่ตลอดเวลา  อย่างไรก็ตาม ‘คนแรม ๙ ค่ำ’ อาจเป็นคนดื้อดึงอย่างมากๆในเรื่องที่ได้ตัดสินใจด้วยตัวเองไปแล้ว และการณ์นี้อาจจะนำไปสู่การทะเลาะวิวาทที่ไม่จำเป็นกับคนที่ท่านรักที่สุด  ท่านมีแนวโน้มด้วยเช่นกันที่จะวางใจมากเกินไป  ต่อความตรึงตราตรึงใจในสหัชญาณ (จิตรู้แจ้ง) ที่มีมาแต่กำเนิดของท่านเอง  แม้ว่าถึงจะอยู่ในช่วงดีๆก็ไม่ได้แม่นยำเสมอไป  ดังนั้น ท่านจึงมักทำผิดบ่อยๆ


                เกิดวันแรม ๑๐ ค่ำ (วันที่ ๒๕ ของเดือนจันทรคติ)
                ผู้ที่เกิดในวันแรม ๑๐ ค่ำ  เป็นคนแปลกผิดธรรมดาที่ว่า  เป็นคนค่อนข้างจะขี้อาย และสันโดษ ชอบที่จะเป็นผู้ติดตามมากกว่าเป็นผู้นำ  ท่านมีจิตใจที่ชอบสำรวจ  อยากรู้อยากเห็น  ชอบเดินทาง และผจญภัย  มีอารมณ์ขึ้นๆลงๆ (ขี้น้อยใจ) เหล่านี้เป็นลักษณะนิสัยที่ขัดแย้งกัน  ทำให้ยากต่อการทำให้เกิดความสมดุลกันอย่างถูกต้องขึ้นในชีวิตของ ‘คนแรม ๑๐ ค่ำ’  ซึ่งผลจากการนี้อาจทำให้ ‘คนแรม ๑๐ ค่ำ’ ไม่มีความสุขก็ได้  ดังนั้น  ตามความจริง ‘คนแรม ๑๐ ค่ำ’ อยากได้ใครสักคนที่คอยสนับสนุน  อาจจะเป็น อาทิเช่น คู่สมรส ซึ่งสามารถช่วย ‘คนแรม ๑๐ ค่ำ’ โดยตรง  และให้การสนับสนุนเมื่อมีสิ่งใดผิดเกิดขึ้น ‘คนแรม ๑๐ ค่ำ’ ได้รับความสำเร็จมากที่สุดในพื้นฐานงานที่ทำให้สามารถแสดงวุฒิสามารถพิเศษทางศิลปะ


                เกิดวันแรม ๑๑ ค่ำ (วันที่ ๒๖ ของเดือนจันทรคติ)
                ผู้ที่เกิดในวันแรม ๑๑ ค่ำ  เป็นคนเงียบและมีความสุขุมเยือกเย็น  เป็นบุคคลประเภทที่ให้ความสำคัญอย่างใหญ่หลวงอยู่ตลอดเวลากับชีวิตครอบครัวที่มั่นคงปลอดภัยและน่ารัก  ‘คนแรม ๑๑ ค่ำ’ ได้อุทิศเสียสละนับแต่ยังเป็นเด็กต่อบิดามารดา  และเมื่อบุพการีแก่ชรา ‘คนแรม ๑๑ ค่ำ’ ก็จะคอยดูแลอย่างแน่นอน  ความสุขในชีวิตของ ‘คนแรม ๑๑ ค่ำ’ โดยอย่างใหญ่หลวงแล้วขึ้นอยู่กับการเลือกคู่สมรสของตนเอง  ถ้าท่านโชคดีในเรื่องนี้ ‘คนแรม ๑๑ ค่ำ’ จะเจริญเติบใหญ่และรุ่งเรือง  แต่ถ้าโชคไม่ดี ‘คนแรม ๑๑ ค่ำ’ จะรู้สึกเปล่าเปลี่ยวและเจ็บปวด  ‘คนแรม ๑๑ ค่ำ’ รักเด็กและต้องการมีบุตรของตนเอง  อย่างน้อยก็หนึ่งคน  แม้ว่า ‘คนแรม ๑๑ ค่ำ’ จะทนรับไม่ไหวต่อเรื่องไร้สาระจากบุตรได้เลยก็ตาม  ‘คนแรม ๑๑ ค่ำ’ ตั้งมาตรฐานสูงให้กับตัวเอง  และมีมโนภาพ (notion : ข้อคิดเห็น) ที่ยึดมั่นถือมั่นมากต่อความถูกต้องและความผิด


                เกิดวันแรม ๑๒ ค่ำ (วันที่ ๒๗ ของเดือนจันทรคติ)
                ผู้ที่เกิดในวันแรม ๑๒ ค่ำ  เป็นคนอารมณ์ไม่ดีและไม่แน่นอน  บางวันก็มีความรู้สึกสดใสและมีความสุข  บางวันตรงกันข้าม  ว่ากันตามจริงแล้วหากมีอิทธิพลที่ออกในทางนิเสธ (ลบ) ในปูมดวง (ตารางเกิด) ของ ‘คนแรม ๑๒ ค่ำ’ แล้ว  ความย่ำแย่ที่สุดที่ท่านอาจเป็น คือ ผู้เป็นโรคเพ้อคลั่ง  ‘คนแรม ๑๒ ค่ำ’ มีอารมณ์ร้ายเมื่อเกิดโทสะ  และท่านมีแนวโน้มว่า มองเห็นสิ่งต่างๆเป็นเพียงไม่ภาพขาวก็ดำ  ซึ่งทำให้ยากต่อการที่จะเชื่อมสัมพันธ์กับผู้ที่มีทัศนะแตกต่างไปจากตนเอง  ดังนั้น ‘คนแรม ๑๒ ค่ำ’ จะค้นพบว่ายากที่จะก้าวหน้าไปในทางอาชีพ  และต้องคาดการณ์ไว้ได้เลยว่า มีอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะเลยที่ ‘คนแรม ๑๒ ค่ำ’ จะไม่เห็นด้วยกับเพื่อนร่วมงาน  และไม่เพียงแต่เท่านั้น  เสมือนเป็นเรื่องประชดแดกดันที่เจ็บปวด สภาพรู้สึกไว (sensitivity) ตามธรรมชาติของ ‘คนแรม ๑๒ ค่ำ’  และความเป็นห่วงเป็นใยต่อผู้อื่นของ ‘คนแรม ๑๒ ค่ำ’  หากอยู่ภายใต้สภาพการณ์ที่ถูกต้องเหมาะสม  จะทำให้ ‘คนแรม ๑๒ ค่ำ’ เป็นที่ปรึกษาและนักแก้ปัญหาที่ดีเลิศ


                เกิดวันแรม ๑๓ ค่ำ (วันที่ ๒๘ ของเดือนจันทรคติ)
                ถึงแม้ว่าผู้เกิดในแรม ๑๓ ค่ำ  จะมีอารมณ์สะเทือนใจและอารมณ์ที่ไม่แน่นอนอยู่บ้างเล็กน้อยด้วยเช่นกันก็ตาม  แต่ ‘คนแรม ๑๓ ค่ำ’ มีความทะเยอทะยานและต้องการให้เป็นที่รู้จัก  แต่‘คนแรม ๑๓ ค่ำ’ ไม่ใช่คนแบบชนิดอย่างโดยเฉพาะว่าชอบเข้าสังคม  ดังนั้น ‘คนแรม ๑๓ ค่ำ’ จึงพบว่ามันยากที่จะมีเพื่อน  ‘คนแรม ๑๓ ค่ำ’ มีนัย (sence) ในทางการเงินดี  รู้จักค่าของเงิน  ดังนั้น จึงมีแนวโน้มว่าระมัดระวังในการใช้จ่าย  ‘คนแรม ๑๓ ค่ำ’ ต้องการที่จะมีสถานะเกี่ยวกับบ้านที่ปักหลักอยู่เป็นที่  และมีเถียรภาพมั่นคง  แต่ก็เป็นอิสระเพียงพอที่จะตามใจตัวเองในบางโอกาส  ‘คนแรม ๑๓ ค่ำ’ ตัดสินผู้อื่นอย่างแข็งกร้าว  และหวังให้เขาได้ตามมาตรฐานที่สูงมากกว่าที่ ‘คนแรม ๑๓ ค่ำ’ จะคาดหวังจากตัวเอง


                เกิดวันแรม ๑๔ ค่ำ (วันที่ ๒๙ ของเดือนจันทรคติ)
                ผู้ที่เกิดในวันแรม ๑๔ ค่ำ  เป็นคนประเภทครุ่นคิดและลึกลับ  โดยเฉพาะเมื่อมีเรื่องของอารมณ์สะเทือนใจเข้ามาเกี่ยวข้อง  ซึ่งยากต่อผู้อื่นที่จะรู้จักก็ต้องคบ  ซึ่ง ‘คนแรม ๑๔ ค่ำ’ ก็สนุกกับการณ์นี้  ‘คนแรม ๑๔ ค่ำ’ ชอบเป็นตัวของตัวเอง  และงานอดิเรกและความสนใจของ ‘คนแรม ๑๔ ค่ำ’ มีแนวโน้มว่าเป็นเรื่องที่ทำด้วยตัวเองได้  ‘คนแรม ๑๔ ค่ำ’ มีความฉลาดและมีเล่ห์เหลี่ยม  ซึ่งทำให้ก้าวไปได้ไกล  ขนาดว่า ‘คนแรม ๑๔ ค่ำ’ จะชอบทำงานประเภทปิดทองหลังพระ  ตามความเป็นจริงแล้ว  ‘คนแรม ๑๔ ค่ำ’ หลีกเลี่ยงการเป็นจุดเพ่งมองของผู้คนเท่าที่จะทำได้  แม้ว่าบ่อยครั้งที่ ‘คนแรม ๑๔ ค่ำ’ สมควรที่จะอยู่ ณ จุดนั้น  เพื่อนที่ดีที่สุดของ ‘คนแรม ๑๔ ค่ำ’ คือ คนที่ท่านได้เติบใหญ่ขึ้นมาด้วยกัน  ผู้ซึ่งจะเป็นคนจงรักภักดีต่อ ‘คนแรม ๑๔ ค่ำ’ เสมอ  ถึงแม้ว่าโดยพื้นฐาน ‘คนแรม ๑๔ ค่ำ’ เป็นคนซื่อสัตย์  แต่เมื่อจำเป็น ‘คนแรม ๑๔ ค่ำ’ จะใช้วิธีการใต้ดินเพื่อที่จะให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ


                อย่างไรก็ตาม ขณะที่จันทร์ทำมุมสัมพันธ์กับดวงอาทิตย์ในขณะที่เราเกิดเป็นสิ่งแสดงถึงส่วนประกอบทางอารมณ์สะเทือนใจของบุคลิกภาพของเรา  และแม้ว่าในทางด้านระดับที่น้อยมาก  แต่ชะตาของเราก็ยังคงต่อเนื่องมีอิทธิพลต่อเรา เช่น ดวงอาทิตย์ และ ดาวพระเคราะห์ ตลอดชีวิตของเราซึ่งให้ผลต่อทางอารมณ์และพฤติกรรมของเรา  นอกจากนี้ยังเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบสืบพันธุ์
                เป็นที่รับรู้กันมานานแล้วว่า จันทร์เพ็ญ (จันทร์เต็มดวง) มีอำนาจในทางลบต่อเรา  ความจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์โดย ดร.เลียวนาร์ด เจ ราวิตช์ แห่งมหาลัยดยุค ในปี พ.ศ.๒๕๐๕  งานวิจัยของเขาแสดงว่าคลื่นสมองถูกรบกวนเมื่อจันทร์เต็มดวง  ซึ่งให้ผลเป็นพฤติการณ์ที่ชอบตื่นเต้นมากกว่าปกติ  พฤติกรรมที่ไม่แน่นอนและกร้าวร้าว  การรบกวนนี้ได้ส่งต่อไปถึงผู้ป่วยทางประสาท  และเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงเรียกว่า คนที่มีความผิดปกติทางสติด้วยคำศัพท์ ‘เสียสติ’ (lunatics) (ซึ่งำว่า luna เป็นภาษาลาติน หมายถึง เทวีแห่งดวงศศิธร  เมื่อใช้คำนี้กับคนเสียสติย่อมบ่งถึงความเกี่ยวพันกันอย่างแน่นอน)


                และแท้ที่จริงตามบันทึกของตำรวจทั้งในอังกฤษและอเมริกาแสดงว่า เมื่อจันทร์เต็มดวง  พฤติกรรมต่อต้านสังคมในหมู่ประชากรโดยทั่วไปแล้วได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตัวอย่างเช่น คนที่ดื่มมากและควบคุมตัวเองไม่ได้มีมากขึ้น  การลอบวางเพลิง  การทำร้ายร่างกาย การข่มขืน การจลาจล และการฆาตกรรมก็มีเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งการเพิ่มพฤติกรรมแต่ละชนิดเกิดขึ้นในคืนเดือนมืดด้วยเช่นกัน  แม้จะเป็นที่น่าสังเกตว่าเกิดน้อยกว่า


                มีการฆ่าตัวตายด้วยทั้งผู้ชายและผู้หญิงในคืนที่จันทร์เต็มดวง  อย่างไรก็ตามโดยเฉพาะผู้หญิงชอบทำร้ายตัวเอง  และพยายามฆ่าตัวตายมากกว่า


                ยังไม่เป็นที่กระจ่างชัดในเหตุผลที่ว่า ทำไมพฤติกรรมมนุษย์ได้รับอิทธิพลด้านลบจากดวงจันทร์เต็มดวง  และในทางด้านระดับที่น้อยลงเมื่อเป็นคืนเดือนมืด  แต่อาจจะเป็นการนำมาจากการเปลี่ยนแปลงเหตุการณ์ในการรวบรวมบรรยากาศไอออน ในขณะนั้น  ทั้งคืนที่จันทร์เต็มดวงและคืนเดือนมืด  ไอออน ของบรรยากาศจะให้ผล ไอออน บวก  ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าให้ผลด้านเสียต่ออารมณ์  ทำให้เราวิตกกังวลและฉุนเฉียว  ในทางตรงกันข้าม ไอออน ลบนำความรู้สึกร่าเริงและกระฉับกระเฉง  ดังนั้น จึงให้ผลทางบวกแก่เรา


                จำนวน ไอออน บวกที่เพิ่มขึ้นในบรรยากาศคืนเดือนมืดและจันทร์เต็มดวงนั้นนับได้ตามความเป็นจริง  รายงานในปี พ.ศ.๒๕๒๐ ซึ่งเป็นการศึกษาของชาวรัสเซีย พบว่า มีคนเป็นลมบ้าหมูมากขึ้น ๑.๕ เท่า


                บางทีเป็นที่น่าฉงนสนเท่ห์มากขึ้น คือ การค้นพบโดย ดร.เอดสัน แอนดรูย์ ในช่วงปี พ.ศ.๒๔๙๓ ว่า ๒๘% ของวิกฤตการณ์เลือดออกมากของคนไข้เกิดระหว่างเสี้ยวแรกและเสี้ยวสุดท้ายของจันทร์  เมื่อจันทร์เป็นเสี้ยวนี้  ทำให้ ดร.นอแมน เชียรี กล่าวว่า ไม่ควรผ่า ยกเว้นเหตุฉุกเฉินระหว่างคืนจันทร์เต็มดวง


                เป็นที่รู้กันว่า วงจรการสืบพันธ์ของสัตว์ในทะเลขึ้นอยู่กับจันทร์  ตัวอย่างเช่น ปลาหมึกในทะเลแถบรัฐคาลิฟอร์เนียจะกกไข่ ๓ วัน  หลังจากจันทร์เต็มดวง  ขณะที่หงส์ผสมพันธุ์ในทะเลใต้  ปาโลโล จะขึ้นในช่วงสุดท้ายของจันทร์ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน


                ระยะรอบเดือน ๒๘ วันของมนุษย์ผู้หญิง  แสดงความเชื่อมโยงระหว่างจันทร์และตัวเรา  จริงๆแล้ว ชาร์ล ดาร์วิน ได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์สืบทอดมาจากปลา  ทำไมวงจรของผู้หญิง ๒๘ วัน จึงไม่ควรเป็นสิ่งที่แสดงถึงอดีตเมื่อชีวิตขึ้นอยู่กับฤดูกาล และดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับจันทร์ด้วย?
                ดูเหมือนจะเป็นไปได้ที่ว่า  เมื่อสตรีมีระดูในช่วงข้างแรมจะตกไข่ในคืนจันทร์เต็มดวง  ถ้าเป็นเช่นนั้นการตกไข่จะเกิดมากขึ้น  เพราะการเพิ่มแสงในคืนจันทร์เต็มดวง  ซึ่งจะทำให้มีความต้องการทางเพศมากขึ้น  ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ในเวลาต่อมา


                ข้อความเกี่ยวกับรอบเดือนและการตกไข่ในคืนเดือนมืดและคืนจันทร์เต็มดวงได้สูญหายไปแล้วอย่างน้อยที่สุดในโลกศิวิไลซ์  เนื่องจากมีการใช้แสงไฟฟ้ามากขึ้น


                อย่างไรก็ตาม จันทร์ก็ยังคงสำคัญในข้ออื่นๆ ซึ่งมีบทบาทที่แสดงเป็นนัยสำคัญถึงการกำหนดเพศของเด็ก


                ข้อสังเกตนี้ค้นพบโดย ดร.อูเจนท์ โจนาส แห่งคลินิกสูติศาสตร์  บราติสลาวา ในปี พ.ศ.๒๕๐๓  เขาแสดงว่า  ถ้าเกิดการตั้งครรภ์ขึ้น  เมื่อจันทร์อยู่ในตำแหน่งบวก หรือราศีชายในจักรราศีนั้น คือ ราศีเมษ ราศีมิถุน ราศีสิงห์ ราศีตุล ราศีธนู หรือราศีกุมภ์ เด็กจะเป็นเด็กชาย  ขณะที่ถ้าเกิดในตำแหน่งที่ดวงจันทร์ให้ผลทางลบ และอยู่ในราศีผู้หญิง เช่น ราศีพฤษภ ราศีกรกฎ ราศีกันย์ ราศีพิจิก ราศีมังกร หรือราศีมีน  เด็กจะเป็นผู้หญิง  ผู้หญิงประมาณ ๘,๐๐๐ คนได้เข้าร่วมการทดสอบตามที่โจนาส จัดการทดสอบขึ้น  และผลที่ได้พบว่าแม่นยำถึง ๙๕%  สิ่งนี้ช่วยให้ผู้หญิงทุกคนสามารถเลือกเพศของบุตรได้  โดยใช้ข้อจำกัดการร่วมประเวณีอย่างง่ายๆในวันที่จันทร์อยู่ในราศีที่มีเพศเดียวกันกับที่เธอปรารถนาสำหรับบุตรของเธอ  เธอจะต้องซื้อปฏิทินดวงดาว  ตาราง (Emphemeris) ของปีที่ต้องการอยากจะมีบุตร  ซึ่งจะบอกเกี่ยวกับวันที่จันทร์สถิตในแต่ละราศีในจักรราศี (หมายเหตุ : จันทร์จะอยู่ในแต่ละราศีเป็นเวลา ๒ ๑/๒ วัน)


                แน่นอน จันทร์ไม่สามารถกำหนดเพศของเด็กได้ด้วยตัวเอง  ไข่ต่างหากที่พัฒนาเป็นเด็กชายหรือเด็กหญิง ซึ่งขึ้นอยู่กับชนิดของ สเปอร์มาโตโซน ที่ปฏิสนธิขึ้น  สเปอร์มจะมีพันธุกรรมอยู่ ๒ ชนิด คือ X และ Y  โดยที่ไข่จะเป็น X ทั้งหมด  ถ้าสเปอร์ม X เจาะเข้าไปในไข่  ผลก็คือ ตัวอ่อน XX  ซึ่งกลายเป็นเด็กหญิง  โดนเหตุที่ถ้าไข่ปฏิสนธิโดยสเปอร์ม Y  ผลก็คือ ตัวอ่อน XY  ซึ่งกลายเป็นเด็กชาย  เนื่องจากชนิดของสเปอร์มทั้ง ๒ ชนิด ได้ผลิตจำนวนเท่าๆกัน  ซึ่งให้โอกาสไปถึงไข่ ๕๐-๕๐ เท่ากัน  จันทร์อาจสามารถทำให้เกิดส่วนดุล  เอื้ออำนวยประโยชน์ต่อฝ่ายหนึ่ง  ซึ่งหมายถึงสเปอร์มอีกฝ่ายหนึ่งสูญโอกาสไป


                แต่จะทำได้อย่างไร?  ช่างโชคร้ายจริง  ไม่มีใครรู้จริงถึงคำตอบของคำถามนี้  อย่างไรก็ตาม  เป็นที่รู้กันว่า สเปอร์มรู้สึกไวต่อประจุไฟฟ้าอย่างอ่อน  ซึ่งมีผลต่อการแยกเป็น ๒ ชนิด  ดังนั้น  ถ้าจันทร์เปลี่ยนการรวบรวมไฟฟ้าในมดลูก  อาจจะเป็นจุดหนึ่ง เช่น เมื่อจันทร์สถิตอยู่ในราศีผู้ชาย  การเคลื่อนไหวอย่างช้าๆของสเปอร์ม X จะชนะสเปอร์ม Y  และในทำนองเดียวกันก็จะกลับกันด้วย  เป็นอย่างแน่นอนเลยว่าจันทร์เป็นสาเหตุการเปลี่ยนสนามแม่เหล็กโลก  และในการทำเช่นนั้นอาจจะมีอิทธิพลต่อสิ่งแวดล้อมภายในอวัยวะสืบพันธุ์ของผู้หญิง


                โจนาส ค้นพบอีกว่า ผู้หญิงจะปฏิสนธิมากที่สุด  เมื่อมีการทำมุมระหว่างจันทร์กับดวงอาทิตย์  เหมือนกับในขณะที่เป็นเวลาเกิดของเธอ  ดังนั้น ผู้หญิงที่เกิดในคืนเดือนมืดจะปฏิสนธิมากที่สุด  และถือเอาเป็นเงื่อนไขได้เสมอเลยว่า ช่วงจันทร์คืนเดือนมืดจะเกิดในเวลาที่รอบเดือนของเธอกำลังตกไข่


                และบางทีก็เป็นสิ่งลึกลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น  โจนาส ค้นพบเหมือนกันว่า ถ้าผู้หญิงเกิดในคืนจันทร์เต็มดวง  หล่อนจะแท้งลูกมากกว่า  หรือให้กำเนิดเด็กที่เชื่องช้า  ถ้าเด็กนั้นเกิดขึ้นในคืนจันทร์เต็มดวง  ดังนั้น ผู้หญิงที่เกิดในคืนจันทร์เต็มดวงควรจะหลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์เมื่อจันทร์เต็มดวง

 

ภาพ : http://hidefwalls.com/1738/moon-wallpaper/

บทความคัดลอกจาก : หนังสือต้นสายโหราศาสตร์ฝรั่ง

บัวแก้ว ไชยหลวงผา : บก. เรียบเรียง

สำนักพิมพ์เดลฟี่

Visitors: 189,391