คำถามจากโยมผู้หญิง : หลวงพ่อเจอเทวดาฝรั่งบ้างไหม

ต่อไปเป็นคำถามของผู้หญิงบ้าง

 

ผู้ถาม  :            “คำถามนี้ฉันรู้สึกว่าจะเป็นคำถามของทารกหน่อยนะคะ แต่ว่าดิฉันสงสัย จึงขอกราบเรียนถามหลวงพ่อค่ะ...?”

หลวงพ่อ  :      “เอาเลย...ทารก หรือ ท่าเตียน ก็ได้”

ผู้ถาม :                         (หัวเราะ) “คือว่า ดิฉันเชื่ออย่างสนิทใจเลยว่า มีสวรรค์ มีเทวดา ทีนี้ได้ยินเขาพูดถึงจูปีเตอร์บ้าง ซีอุสบ้าง จึงมีความสงสัยว่า เวลาที่หลวงพ่อขึ้นไปสวรรค์เคยเจอพระฝรั่งพวกนี้ บ้างไหมคะ...?”

หลวงพ่อ  :      “บนสวรรค์ไม่มีฝรั่ง ไม่มีเจ๊ก ไม่มีไทย ไม่มีมอญ เขามีเทวดาอย่างเดียว เขาแบ่งชาติกันเฉพาะชาติมนุษย์เท่านั้น ถ้าขึ้นไปบนโน้นเขาไม่มีการแบ่งชาติ มี

สภาวะเสมอกัน รูปร่างหน้าตาก็ไม่ผิดกัน บนโน้นต้องมีบุญกุศลเสมอกัน จึงจะอยู่ร่วมกันได้แต่ที่เราลงมาเป็นมนุษย์นี่ เพราะความดีความชั่วบุญกุศลไม่เสมอกัน”

ผู้ถาม  :            “อย่างนี้สภาวะของท่านเหล่านั้นแบ่งเป็นชั้น ๆ เหมือนอย่างเราอยู่เหมือนกัน ใช่ไหมคะ...?”

หลวงพ่อ  :      “เหมือนกัน ความดีเสมอกันจึงขึ้นสวรรค์ได้ มีความดีเท่ากันจึงไปพรหมได้ อย่างพวกฝรั่งเขาไม่ได้นับถือพุทธศาสนาก็จริง แต่ฝรั่งเขาก็ให้ทานเป็น เขาช่วยเหลือคนเป็นใช่ไหม...?”

ผู้ถาม  :            “ก็หมายความว่า ทางเราทางเขาก็ต้องเจอกัน และลักษณะก็เหมือนกันด้วยใช่ไหมคะ...?”

หลวงพ่อ  :      “เจอกัน ลักษณะก็เหมือนกัน ไม่ใช่เทวดาฝรั่งมีผิวขาว จมูกโด่ง เทวดาไทยผิดดำแดง จมูกบี้ ไม่ใช่อย่างนั้น”

ผู้ถาม  :                        (หัวเราะ) “แล้วภาษาเขาใช้กันอย่างไรคะ...?”

หลวงพ่อ  :      “เราเป็นไทยก็พูดภาษาไทย ถ้าเป็นแขกก็พูดภาษาแขก แต่ที่จริงไม่ใช่ภาษาไทยภาษาแขก สภาวะเป็นทิพย์เข้าใจกันได้”

ผู้ถาม  :            “เข้าใจแล้วค่ะ ตอนแรกก็เคยคิดเหมือนกันว่า เทพหรือเทวดาเป็นความเชื่อของคนที่เล่าต่อ ๆ กันมา แต่ตอนหลังเชื่อว่ามีจริง ๆ ค่ะ”

หลวงพ่อ :       “ฉันมีเรื่องจะเล่าให้ฟังเรื่องหนึ่ง คือเรื่อง พระเยซู ประมาณเมื่อ ๑๐ ปี เกือบ

๒๐ ปีแล้ว ได้ไปที่บางนกแขวกที่วัดคริสต์นั่นนะ คือว่าบาทหลวงบางคนเขาไปที่กรุงเทพฯ แล้วก็ชอบ ๆ กัน เพราะสมัยนั้นฉันเรียนทั้งพุทธทั้งคริสต์ ไอ้ที่เรียนคริสต์ ไม่ใช่ไปเรียนที่โรงเรียน แต่คุยกัน ตอนนั้นพวกกุลีจีนเขามาคุยแลกเปลี่ยน แต่ความจริงนักศาสนาจริงๆ เขาไม่ทะเลาะกันนะ ต่อไปก็ไปที่โน่นไปเยี่ยมเขา คุยไปคุยมาเขาถามว่า ท่านทราบหรือไม่ว่า พระพุทธเจ้าท่านอยู่ไหน บอกว่า รู้ ถามว่า เคยคุยไหม ก็บอกฉันไปหาท่านทุกวัน ท่านอยู่ที่นิพพาน ก็ถามเขาว่า แล้วพระเจ้าของแกอยู่ที่ไหน เขาบอก ไม่รู้ ถามว่า เคยเห็นไหม บอก ไม่เคยเห็น เลยบอกว่า แหม...ไอ้คนโง่ ๆ ประเภทนี้ก็มีด้วย ก็คุยสนุก ๆ ก็บอก ไอ้นั่งอยู่ที่นี่ ๕-๖ คน มันโง่ทั้งนั้น นับถือส่งเดชไม่มีหลักฐาน เขาบอกมีคำสอน ใครสอนก็ไม่รู้ บอกต้องหาตัวคนสอนให้ได้ ก็คุยสนุกสนานไป เขาเลยถามว่าท่านเคยเห็นพระเยซูของผมไหมครับ บอกว่า ไม่เคยสนใจ แล้วก็คุยเรื่องอื่นต่อไป”

 

            แล้วต่อมาก็กลับมาที่พัก ธรรมดาของพระ พระก่อนจะนอนก็ทำงานของพระก่อน ทำจิตใจให้สะอาดสบาย ไม่งั้นนอนไม่สบาย พอเริ่มทำสมาธิจับอารมณ์ จิตมันหลุดเลยพอโผล่พลุ้บถึงดาวดึงส์ ไปโผล่ช่องระหว่างพระจุฬามณีกับบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ไปเดินป๋อที่นั่น พอขึ้นไปเดินไปก็มีบาทหลวงคนหนึ่งเดินสวนทางมา เดินตรงมาข้างหน้า ก็เลยถามว่า พระเยซูใช่ไหม...? ตามธรรมดาอารมณ์เป็นทิพย์มันจะบอกเลยว่าใครเป็นใคร ถ้ายังสงสัยก็ยังใช้ไม่ได้ ความเป็นทิพย์มันจะบอกชัด จะไปสงสัยไม่ได้เลย ท่านก็บอกใช่ครับ ถามว่า ทำไมถึงแต่งตัวรุ่มร่ามอย่างนี้ละ บนสวรรค์เขาแต่งตัวแบบนี้เรอะ ท่านบอกว่า เอ้า...ถ้าผมไม่แต่งตัวแบบนี้ เกรงว่าท่านจะจำไม่ได้จะสงสัย

 

            ถ้ายังงั้นสภาพความจริงของท่านเป็นอย่างไร ท่านก็ทำให้ดูภาพนั้นก็หายไป กลายเป็นภาพเทวดาสวยงามมาก เครื่องประดับขาวแพล๊บเรียกว่าจับตาเลย เป็นประกายแวววับ ชฏาก็แหลมเปี๊ยบ ถามว่า อยู่ที่ไหน บอกว่า อยู่ชั้นดุสิต พอบอกอยู่ชั้นดุสิตเราตกใจ ต้องเป็นพระโพธิสัตย์แหงๆ เขาไม่ใช่ต่ำนะ ก็คุยไปคุยมาบอกว่า คำสอนของท่านมันผิดอยู่ข้อหนึ่งนะ ถามว่า ผิดยังไง ก็บอกว่า ไอ้ล้างบาป ถ่ายบาป ซื้อบาป จำนำบาปน่ะ ไอ้คนที่มันทำความชั่วแล้ว  มันทำลายได้เรอะ อย่างนี้เนื้อของเราถูกตัดเฉือนไปเป็นแผลนี่ เราจะเอาเงินไปแลกเนื้อใครเขามาได้ที่ไหน จ่ายเงินให้เขาแล้วแผลมันหายหรือ ท่านบอกว่าความจริงผมไม่ได้สอนอย่างนั้นนะครับ ความจริงที่ผมสอนนั้น สอนให้สารภาพบาป แบบกับพระแสดงอาบัติน่ะ อาการสารภาพบาปคือ ไปทำความชั่วมาจากไหน เราจะได้ไม่ทำต่อไป นี่คำสอนเขาแบบนี้นะ นี่ตอนหลังเขามาเซ็งลี้กัน พอล้างบาป สารภาพบาปพอจ่ายตังค์แล้วบาปหายเลยบาปทั้งสองคน ไอ้คนก่อนก็ไม่หมดบาป ไอ้คนหลังบาปเพราะโกหกโกงสตางค์เขาอีกด้วย ก็เลยเข้าใจ

 

พอกลับมาก็มานั่งคิดว่า พระเยซูนี่เป็นพระโพธิสัตย์ที่อยู่ชั้นดุสิต ต้องมีบารมีเข้มแข็งมาก ถ้าไม่เข้มแข็งเข้าขั้นนี้ไม่ได้ เพราะชั้นนี้เข้าได้ ๓ จำพวก คือพุทธบิดามารดาของพระพุทธเจ้า พระโพธิสัตย์ที่มีบารมีเข้มแข็งแล้ว แล้วก็พระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป จึงจะอยู่ชั้นนี้ได้ สวรรค์ทุกชั้นไม่ใช่ว่าใครจะอยู่ได้ทุกชั้นนะ ต้องเป็นไปตามขั้น

 

ก็เลยมานั่งนึกว่า ทำไมมาอยู่ชั้นดุสิตได้ เขาต้องเป็นพระโพธิสัตย์ มาดูอารมณ์ของท่านตอนหนึ่ง ที่เขาเรียกว่าไม้กางเขนน่ะ คือไม้กางแขน สระแอหายไป เหลือสระเอ มันลด คือกางแขนถูกตะปูตอก ถ้าจิตไม่ดีพอเขาจะเป็นเทวดาไม่ได้ ตามพระบาลีบอกว่าถ้าจิตเศร้าหมองก่อนจะตายไปก็ต้องลงอบายภูมิ นั่นเขาถูกเจ็บขนาดนั้น เขายังไม่โกรธ คุณลองคิดดูให้ดี ไม่ใช่เรื่องเล็กนะเขาใหญ่มาก ใช่ไหม...ไอ้จิตเศร้าหมองนิดเดียว ทำความดีไว้มากตลอดชีวิต แต่เวลาตายจิตเศร้าหมองหน่อยก็ต้องลงนรกหน่อย อย่างพระนางมัลลิกาเทวี นั่นคนดีตลอดชาติ เวลาตายจิตคิดถึงที่เคยไปสะดุดเท้าของสามีนิดเดียว ความจริงโทษแกไม่มี ถ้าจิตไม่เศร้าหมองก็ไม่ลง แต่งตัวเป็นนางฟ้าเท้าแหย่ในนรก ๗ วันในมนุษย์ต้องคิด ถ้า ๗ วันแรกนรกก็ซวยเลย”

 

หลวงพ่อได้เล่าเรื่องพระเยซูมานี้ทำให้ได้รับความรู้มากทีเดียวเมื่อพูดถึงเรื่องตาย ก็มีคนถามว่า

ผู้ถาม  :            “หลวงพ่อคะ อย่างเวลาที่คนจะถึงกับความตายนี่นะคะ หากว่าจะบอกทางเคขา บอกว่าภาวนา สัมมา อรหัง ๆ ไว้นะคะ ถ้าหากว่าคนที่จะตายนี่ไม่มีสติ แต่จุดธูปไว้ที่หัวนอนให้เขาได้กลิ่นธูป เขาจะได้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้จะช่วยได้มั้ยคะ...??

หลวงพ่อ  :      “ก็ต้องลองดูก่อน ลองตอนที่คุณจะตาย”

ผู้ถาม  :            (หัวเราะ)

หลวงพ่อ  :      “ฉันเคยเจอะเคยได้ยิน “ยาย...ภาวนาพุทโธนะ”

                        ยายบอก “พุทโธ โคตรพ่อโคตรแม่มึง” นี่แน่ะ ไม่มีทางหรอกที่จะไปนึกเวลาตายน่ะ อย่าลืมว่าคนมันจะตาย ทุกขเวทนามันบีบคั้นขนาดไหน ขนาดทำจิตเป็นฌาน มันยังเข้าฌานไม่ทันเลย จิตเขาทรงฌาน ๔ เป็นปกตินะ เวลาจะตายปั๊บจิตจับฌานไม่ทัน แต่เวลาจะตายจิตเป็นกุศลก็ไปเกิดเป็นเทวดา ไปเป็นพรหมไม่ได้ แต่ถ้าหมดอายุเป็นเทวดาเมื่อไหร่ เขาไปเป็นพรหมทันที เพราะกำลังฌานให้ผล นี่มันต้องซ้อมกันไว้ก่อน เวลานี้มีเวลาก็ทำเสียซิ ถ้าไปทำเวลานั้นก็เตรียมตัวไปอยู่กับพระยายม พระยายมพร้อมรับ

 

มีคราวหนึ่งไปดูสำนักงานต้นงิ้ว เห็นมันเต็มพอดีเราก็นึกดีใจ เออ...กูตายแล้วไม่ต้องมาแน่ ไปถามนายนิริยบาล ถ้าคนตายมาอยู่นี่ก็ไม่มีที่ขึ้นซิ แกบอก “ที่นี่ไม่ต้องห่วง ขึ้นพอดีกับคนเสมอ” ไอ้ป้าระยำ เรานึกว่าปลอดภัยแล้วนะ คงไม่ถึงเรา ใช่ไหม...บางคนบอกว่าเวลานี้ไม่มีแล้ว เขาเอามาทำฟืนรถไฟกันหมด ที่ไหนได้ล่ะ ไปปราฏอยู่เมืองนรก ต้นงิ้วถูกรบกวนจากเมืองมนุษย์ บอกอยู่ไม่ไหวแล้วไอ้เมืองมนุษย์นี่ มันโกงเหลือเกิน ยืนอยู่ดี ๆ มันก็มาตัดมาฟัน เอาต้นไปทำฟืนเสียบ้าง ทำอะไรบ้าง คราวนี้ต้นงิ้วทนไม่ไหวเลยต้องหนีไปเกิดในเมืองนรก ไปคอยที่นั่น”

ผู้ถาม  :            “ต้นเหมือนกับที่อยู่ในเมืองมนุษย์ไหมคะ…”

หลวงพ่อ  :      “ไม่เหมือนหรอก ต้นงิ้วที่นั่นไม่มีใบ มีแต่กิ่งกับหนาม เป็นต้นงิ้วยักษ์ มีพิษ

มาก ต้นงิ้วเมืองมนุษย์มีปุ่มเล็ก ๆ นิดเดียวรอบต้น แต่ว่าหนามงิ้วที่เมืองนรกนี่ยาว ๑๖ องคุลี ไม่ใช่องคุลีมนุษย์นะ เป็นองคุลีนรก ยาวมากใหญ่มากแล้วมีสภาพเป็นสปริง มันติดอยู่กับต้น มีความคมเป็นกรด แต่เวลาที่คนมีบาปขึ้นไป มันมีอาการพุ่งตัวแทงให้ทะลุหลังขึ้นไปได้ มันไม่นอนนิ่งๆ มันเด้งได้เหมือนสปริงเราทำเก้าอี้ พอเวลานั่งก็ยุบลงไป เวลาลุกก็ฟูขึ้นมา รวมความว่ามันมีสภาพเป็นหนามที่มีชีวิต แต่มันรู้ว่าคนที่บาปขึ้นไป ไปกระทบมันจะพุ่งแทงทันที เลือดก็แดงฉานลงมา

 

นรกขุมนี้ลงโทษคนที่ชอบเจ้าชู้ เรื่องเจ้าชู้นี่เขาไม่ได้บังคับแต่เฉพาะผัวใครเมียใครเท่านั้น แม้แต่ลูกของเขา ถ้ายังไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง คือบิดามารดา แม้ว่าเจ้าตัวเขาจะยินยอมก็ตามทีก็ไม่ได้ ต้องถูกลงโทษมาลงนรกขุมนี้ ถ้าเป็นข้าทาสหญิงชายของบุคคลอื่น หรือบุคคลที่อยู่ในปกครอง ถ้าไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ปกครองแล้ว ไปร่วมรักกันเข้า ท่านกล่าวว่ามีโทษตกนรกขุมนี้ อันนี้ต้องจำกันไว้ให้ดี”

Visitors: 240,197