ปัญหาเรื่องนรก – สวรรค์

ผู้ถาม  :           “พระพุทธเจ้าบอกว่า ห้ามการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่การเป็นทหารจำเป็นจะต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อย่างนี้จะบาปไหมครับ...?”

หลวงพ่อ  :      “คนไม่ใช่สัตว์นี่คุณ คนถ้าถือว่าเป็นสัตว์ คนนั้นจังไรที่สุด”

ผู้ถาม  :            (หัวเราะ) “เป็นสัตว์ประเสริฐครับ”

หลวงพ่อ  :      “คุณบอกมาซิ...คนเป็นสัตว์ประเสริฐตรงไหน.....?”

ผู้ถาม  :            “มีความคิดดีกว่าสัตว์ครับ”

หลวงพ่อ  :      “แต่ก็มีความโหดร้ายยิ่งกว่าสัตว์ ใช่ไหม...คุณเคยเห็นปล่าฆ่าคนตายกี่คน...?”

ผู้ถาม  :            (หัวเราะ)

หลวงพ่อ  :      “นี่...ตามศัพท์เขาบอกว่า คนเป็นสัตว์ประเสริฐ แต่อาตมาถือว่า คนเป็นสัตว์ระยำที่สุด”

ผู้ถาม  :            (หัวเราะ)

หลวงพ่อ  :      “คุณเป็นคน...หรือไม่ใช่คน...?”

ผู้ถาม  :            (หัวเราะ)

หลวงพ่อ  :      “ถ้าเป็นคน เขาแปลว่ายุ่ง ที่ว่าไม่ใช่คนก็คือมนุษย์ มนุษย์นี่แปลว่า ใจสูง ฉะนั้นพวกที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต พวกนั้นเขาเรียกว่าคน เขาแปลว่ายุ่ง แต่มนุษย์ต่างหากเขาแปลว่า “สัตว์ประเสริฐ”

หลวงพ่อ  :      “แต่ที่คุณถามนี่ดีนะ ที่คุณถามว่า พระพุทธเจ้าบอกว่า การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นของไม่ดี แล้วก็ทหารเกิดมาต้องฆ่าข้าศึก ทีนี้คุณก็ต้องดูนะว่าทหารที่ไปฆ่าข้าศึก ฆ่าเพราะความโกรธแค้นเป็นส่วนตัวหรือ ไหนตอบมาซิ”

ผู้ถาม  :            “ฆ่าตามหน้าที่ครับ”

หลวงพ่อ  :      “หน้าที่...เขาบอกว่ายังไง ลองว่าให้ฟังซิ”

ผู้ถาม  :            “ป้องกันประเทศชาติครับ”

หลวงพ่อ  :      “ถูก...คุณบอกว่าต้องฆ่าตามหน้าที่ แต่ว่าเท่านี้ยังไม่เข้าใจนี่ แต่ความจริงฉันเข้าใจ แต่เพื่อความเข้าใจของคนอื่น ทหารที่จะต้องฆ่าข้าศึก ก็เพื่อรักษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และปวงชนชาวไทยใช่ไหมล่ะ ทีนี้การฆ่าที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้นต้องฆ่าโดยเจตนา มีจิตโหดร้าย หวังมุ่งทำลายด้วยเรื่องส่วนตัว อันนี้บาปมาก แต่ว่าการฆ่าข้าศึก จะว่าไม่บาปเลยก้ไม่ได้ คุณรู้จักไหมว่า บาปเขาแปลว่าอะไร...?”

ผู้ถาม  :            (ตอบไม่ได้)

หลวงพ่อ  :       “บาป เขาแปลว่า ความชั่ว บุญ เขาแปลว่า ความดี ทหารที่ต้องฆ่าข้าศึก จะว่า

ไม่ชั่วเลยมันก็ไม่ได้ มันก็มีชั่ว แต่ว่าการฆ่าสัตว์ที่พระพุทธเจ้าตรัส การฆ่าสัตว์ มันก็ฆ่าเขาเหมือนกัน แต่ว่าเจตนาการฆ่าอย่างหนึ่ง แล้วก็สิ่งที่เราฆ่าอย่างหนึ่ง มันบาปมากหรือชั่วน้อย พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าฆ่าสัตว์ตัวเล็ก มีโทษน้อยกว่าสัตว์ใหญ่ เพราะใช้กำลังใจน้อยกว่ากัน และประการที่สอง ฆ่าสัตว์ที่มีคุณ มีโทษมากกว่าฆ่าสัตว์ไม่มีคุณ ทีนี้ก็สำหรับทหารฆ่าข้าศึก เราไม่ได้ฆ่าเพื่อส่วนตัว อย่าลืมว่าทุกคนอยากมีความสุข ใช่ไหม ถ้าเรานอนอยู่กับบ้าน เรามีความสุขกว่าที่ไปอยู่ชายแดน ถ้าเราอยู่ชายแดนนอนอยู่เฉย ๆ ดีกว่าไปยิงกับข้าศึก นี่ว่ากันตามความรู้สึกของใจ เอาความสบายกันนะ แต่ว่าทุกคนก็เต็มใจทำ ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ประโยชน์ที่พึงได้รับก็คือ

-             ปวงชนชาวไทย ๔๗ ล้านคน จะได้เป็นเอกราช

-             พระมหากษัตริย์ เป็นประมุขของชาติ เป็นที่สักการะของปวงชนชาวไทย พระองค์จะทรงมีความเป็นอยู่เป็นสุข

-             พระศาสนาจะทรงอยู่ได้

-             ชาติจะทรงความเป็นเอกราช

นี่รวมความว่าการที่เราทำนี่ไม่ได้มีเจตนาทำเป็นส่วนตัว ทำเพื่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ และเพื่อปวงชนชาวไทย ถ้าจะถามว่า ฆ่าข้าศึกบาปไหม ก็ต้องตอบว่า บาป ถ้าจะถามว่า บาปมากหรือบาปน้อย ก็ต้องตอบว่าน้อย ทั้งนี้เพราะอะไร เพราะว่า

๑.   เราไม่มีความโกรธกับเขาเป็นส่วนตัว

๒.  เราไม่ได้ทำเพื่อส่วนตัว เราทำเพื่อให้ส่วนรวมอยู่เป็นสุข เพราะว่าข้าศึก

มารุกรานประเทศไทย เราจำจะต้องรักษาเอกราชหรือแผ่นดินของเราไว้ ถ้าหากว่าทหารไม่รักษาไว้ ไทยทั้งชาติอาจจะต้องเป็นทาสเขา ถ้าเราหาความสุขคนเดียว แต่ว่าพี่น้อง ๔๗ ล้านคน จะมีความลำบาก

ทีนี้ทหารที่มีความเสียสละ เป็นบุคคลส่วนน้อย ทหารนี่มีไม่มาก ถ้าใช้กำลังกันจริง ๆ ถ้าจะเทียบกับบุคคลชั่วอยู่เบื้องหลังมีมากกว่า แต่ว่าเราทั้งหมดพยายามเสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เพื่อปวงชนชาวไทย อันนี้เป็นความดี

รวมความแล้ว ทหารที่ต้องต่อสู้กับข้าศึก บางคราวอาจจะต้องตาย ที่เราทำอย่างนั้น เพราะอาศัยจิตเมตตา

ทีนี้ตัวเมตตานี่เป็นตัวดี เป็นตัวบุญ นี่คุณ...เป็นอันว่าทั้งสองอย่างเราทำมันก้ำกึ่งกัน

๑.            เราฆ่าข้าศึก คือว่าเป็นบาป

๒.                เราให้คนไทยที่อยู่เบื้องหลัง ๔๗ ล้านคน เป็นสุขนี่เป็นบุญ ฉะนั้นการที่ทหารฆ่าข้าศึก จะถือว่าบาปไหม ก็ต้องถือว่าบาป แต่ว่าบาปของทหารมันนิดเดียว เพราะไม่ได้โกรธแค้นกันด้วยเรื่องส่วนตัว ถ้าเรื่องส่วนตัวเราคุยกันสบาย ๆ แต่นี่มาล่วงล้ำอธิปไตยของเรา เรายอมไม่ได้ ในเมื่อเรายอมไม่ได้เราต้องรักษาอธิปไตยของเรา นี่จะว่าบาปมันก็บาป นี่เป็นเรื่องของทหาร เรื่องของชาติ เรื่องของบ้านเมือง แต่เรื่องของพระศาสนาก็เป็นเรื่องของพระศาสนา”

ผู้ถาม  :                        “หลวงพ่อครับ ทหารที่ต้องไปรบกับข้าศึก ถ้าทุกคนตายแล้วจะตกนรก หรือว่าจะได้ขึ้นสวรรค์ครับ...?”

หลวงพ่อ  :      “จะเล่าเรื่องอะไรให้ฟังสักเรื่องหนึ่งนะ จำบาลีไว้ให้ดีนะ พระพุทธเจ้าทรงกล่าวว่า

                        “จิตเต สังกิลิฏเฐ ทุคคติ ปาฏิกังขา” ถ้าเวลาก่อนจะตาย ถ้าอารมณ์ใจเศร้าหมอง มีความกลุ้ม มีความเสียใจ มีจิตกระวนกระวาย อย่างนี้ตายแล้วไปสู่ทุคติ

                        “จิตเต อสังกิลิฏเฐ สุคติ ปาฏิกังขา” เมื่อขณะที่ก่อนจะตาย มีอารมณ์ผ่องใส ย่อมไปสู่สุคติ

                        ทีนี้สำหรับทหารทุกคนตายแล้วตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ เราก็ต้องตอบได้เป็น ๒ นัยว่า

            ทหารคนใดมีอารมณ์กลุ้ม มีอารมณ์เสียใจ มีความเร่าร้อน ไร้สติสัมปชัญญะในด้านของความดี พวกนี้ตายแล้วไปสู่อบายภูมิ ถ้าหากว่าทหารคนใดที่ไปรบกับข้าศึก ก่อนจะตายมีอารมณ์ผ่องใสก็จะต้องไปสู่สุคติ คือไปสวรรค์ก่อน

ทีนี้วิธีจะไปสวรรค์เขาทำยังไง จะเล่าเรื่องให้ฟังเรื่องหนึ่ง เรื่องมันเกิดขึ้น ตอนที่ญวนเหนือกับญวนใต้ตีกัน ตอนนั้นญวนใต้ใกล้จะแตกรู้สึกว่าทั้งสองฝ่ายตายกันมาก มีวาระหนึ่งรู้สึกว่า ผู้ที่ได้อภิญญาสมาบัติต่างคนต่างไปนั่งดักผีที่ทางสี่แพร่ง จุดนั้นถ้าถึงแล้ว ทางซ้ายไปสวรรค์ ทางขวาไปพรหม เดินตรงไปนรก คนที่ตายทั้งหมดเขาทราบจำนวน แต่ทว่าจำนวนที่ผ่านไปมันไม่ครบ พวกที่ได้อภิญญาสมาบัติพวกนั้นจึงไปสำนักพยายม ไปถามพระยายมว่า วันนี้คนตายมากและตายด้วยการรบ ทำไมจึงมาสำนักของท่านน้อย มันน้อยเกินกว่าที่เราคิดว่ามันจะน้อย

            พระยายมท่านก็เลยบอกว่า ทำไมไม่ดูต่อไปว่า ก่อนที่มันจะตายมันทำอะไร พวกนั้นก็บอกว่า ก่อนที่มันจะตายมันรบกัน มันยิงกัน ท่านก็ถามต่อไปอีกว่า ไอ้ตอนก่อนที่มันจะยิงกัน มันทำอะไรกัน พวกที่ได้อภิญญาย่อมมีจิตเป็นทิพย์ ก็ทราบว่า พวกที่ไม่มานั้น ก่อนที่จะไปยิงกันเขาปลุกพระก่อน การที่เอาพระห้อยคอ เพราะต้องเข้าไปยิงกันก็กลัวตายเป็นธรรมดา ยึดถือพระเป็นที่พึ่งเพื่อให้คุ้มครองชีวิต แต่ทว่าในเมื่อชีวิตของเขาจะต้องถึงอายุขัยพระก็ช่วยไม่ได้ แม้พระเองถ้าถึงอายุขัยก็ช่วยตัวเองไม่ได้เหมือนกัน

            ฉะนั้น ท่านจึงบอกว่า ก่อนที่มันจะยิงกันมันปลุกพระก่อน จิตมันนึกถึงพระ นี่เป็นมหากุศล คนพวกนี้จึงไม่ไปสู่อภายภูมิ นี่เป็นอันว่า เหตุที่เล่ามานี่ก็เพื่อให้ทราบว่า ท่านทั้งหลายที่เป็นทหารคิดว่าจะต้องฆ่าคน และทางคติของพระพุทธศาสนานี่ ไอ้คนฆ่าคนไม่ใช่ว่าจะเลวไปทุก ๆ คน พระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวอย่างนั้น พระองค์กล่าวว่า อาศัย “จิต” เป็นสำคัญ ถ้าเราจะทำความชั่วใด ๆ ก็ตามที ในเวลาที่ก่อนจะตาย บับเอิญจิตไปยึดความดีเข้าก่อน เราก็สามารถไปสวรรค์ได้”

ผู้ถาม  :            “เมื่อไปสวรรค์ได้แล้วก็ไม่ต้องตกนรกอีกใช่ไหมครับ...?”

หลวงพ่อ  :      “ถ้าเราไปสวรรค์ก่อน ถ้าเราเป็นเทวดาแล้ว ทะนงตนว่าเป็นเทวดามีความสุข มีร่างกายเป็นทิพย์ มีทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทิพย์หมด แต่ประมาทไม่ปฏิบัติความดีต่อ อย่างนี้ถ้าหมดบุญบารมีก็ต้องตกนรก”

ผู้ถาม  :            “แล้วจะทำอย่างไรจึงจะไม่ต้องลงนรกล่ะครับ...?”

หลวงพ่อ  :      “ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้ว อดีตเราจะมีความชั่วอย่างไรก็ตาม พระโสดาบันจะไม่ตกนรก จะไม่เกิดเป็นเปรต จะไม่เกิดเป็นอสุรกาย ไม่เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ก็มีมากท่านด้วยกันที่สร้างความชั่วไว้ในสมัยเป็นมนุษย์ แต่ก่อนจะตายสร้างความดีนิดหน่อยไปสวรรค์”

ผู้ถาม  :            “จะรู้ได้อย่างไรว่าตายแล้วเกิดใหม่ครับ...?”

หลวงพ่อ :       “อ้าว...คุณยังไม่มั่นใจเหรอ เอาอย่างนี้นะ ใครมีมีดไหม มาเชือดคอคนคนนี้เหอะ จะได้รู้กันเดี๋ยวนี้”

ผู้ถาม  :            (หัวเราะ) “ไม่เอาครับ”

หลวงพ่อ :       “ใช่...ตายแล้วเกิดใหม่ ฉันขอยืนยัน จะเกิดเป็นคน เป็นสัตว์นรก เกิดเป็นเปรตเป็นอสุรกาย เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน หรือจะเกิดเป็นเทวดา พรหมหรือไปนิพพาน ย่อมได้ทั้งนั้น สุดแล้วแต่ความดีความชั่ว”

ผู้ถาม  :            “เมื่อคนตายแล้ว ก็ไปเกิดทั้งในนรกและสวรรค์ แต่มีบ้างไหมครับที่ตายไปแล้วไม่เกิดทั้งในนรกและสวรรค์”

หลวงพ่อ  :      “มี...มีเยอะ ตายแล้วไปสวรรค์ก็ไม่ไป พรหมก็ไม่ไป ไปนิพพานเลย”

ผู้ถาม  :            “และอีกอย่างครับ คนตายแล้วต้องมาเกิดอีก และมีไหมครับ ที่ตายแล้วไม่ต้องเกิด...?”

หลวงพ่อ  :      “ก็พระอรหันต์ไงล่ะ ตายแล้วไปนิพพานเลย ไม่ต้องมาเกิดอีก”

ผู้ถาม  :            “ผู้ที่นับถือศาสนาอื่น ถ้าตายไปแล้วจะไปนรกหรือสวรรค์หรือเปล่าครับ...?”

หลวงพ่อ  :      “ไปทุกศาสนาน่ะคุณ คือว่าสวรรค์หรือนรกนี่ก็มีเหมือนกัน เรือนจำนี่เขาขังเฉพาะผู้ที่นับถือพุทธศาสนาหรือศาสนาอื่นด้วยล่ะ เขาขังทุกศาสนาใช่ไหม...นั่นฉันใด นรกหรือสวรรค์ก็เหมือนกัน ถ้าทำความชั่วก็ไปนรกแห่งเดียวกัน”

ผู้ถาม  :            “ถ้าผมทำความดี ผมจะได้เกิดมาในศาสนาพุทธไหมครับ...?”

หลวงพ่อ  :      “ถ้าคุณทำความดี อีกกี่ชาติ ๆ คุณก็พบศาสนาพุทธตลอด”

ผู้ถาม  :            “อย่างนี้ก็หมายความว่า ศาสนาอื่นไม่ดีเท่าศาสนาพุทธซิครับ...?”

หลวงพ่อ  :      “เราจะว่าเขาไม่ดีก็ไม่ได้ ศาสนาทุกศาสนาเขาดีเหมือนกันแหละ แต่ว่าคุณปฏิบัติตามแนวทางศาสนาพุทธคุณก็เกิดในเขตของศาสนาพุทธ ถ้าคุณปฏิบัติในเขตของศาสนาอื่น เพราะจิตมันจับอยู่ในศาสดาองค์นั้น ก็ต้องไปเกิดในศาสนานั้น

            นี่เราจะไปถือว่าศาสนาอื่นไม่ดีไม่ได้ ศาสนาทุกองค์เขาต้องการให้คนเป็นคนดีทั้งหมด เขาจึงได้บัญญัติกฏปฏิบัติขึ้นมา แต่ว่าถ้าจะถือคุณธรรมของศาสนากันจริง ๆ แล้วละก็ของเรามีต่างกับเขานิดหนึ่ง ที่เรามีอริยสัจ ศาสนาอื่นเขาไม่สอนด้านอริยสัจ ของเรามากกว่าเขาหน่อย จะดีกว่าหรือไม่ดีกว่า ก็เป็นเรื่องของการพิจารณาของคนนะ อาตมาเป็นพระในศาสนาพุทธ จะมายกย่องศาสนาพุทธมากเกินไปมันก็ไม่ดี ดีหรือไม่ดี พระพุทธเจ้าบอกว่า เชิญมาพิสูจน์เอง”

ผ้ถาม  :            “แล้วศาสนาคิด...มีการตกนรกหรือเปล่าครับ...?”

หลวงพ่อ :       “ศาสนาคิด...ถ้าคิด ๆ ก็ยังไม่ตกนะ คิดหรือคริสต์ ถ้ามันยังคิดอยู่ ยังไม่ตาย ตกได้ยังไง”

ผู้ถาม  :            (หัวเราะ)

หลวงพ่อ  :      “เอาแล้วไง...นี่เป็นคนไทยยังพูดไทยไม่ชัดเลย มันตกเหมือนกันไม่ว่าศาสนาไหนก็ตกเหมือนกัน เพราะว่านรกไม่ใช่ของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง คำว่า นรก มันเป็นแดนสำหรับการลงโทษสัตว์ เพราะว่าคนที่ทำความชั่ว จะเป็นชาติใดหรือศาสนาใดก็ตาม ถ้าหากว่าทำความชั่วก็ต้องไปเหมือนกันหมด”

ผู้ถาม  :                        “แล้วเวลาที่ไปปรากฏกายในนรก สัตว์นรกจะแตกต่างกันด้วยผิวพรรณ เป็นไทย เป็นฝรั่งไหมครับ...?”

หลวงพ่อ  :      “ที่นั่นมันเป็นผิวนรกทั้งหมดรูปร่างก็เป็นรูปร่างของนรกทั้งหมด ถ้าไม่เชื่อคุณก็ลองไปดูซิ เอาขุมไหนก็ได้”

ผู้ถาม  :            “กระผมยังไม่มีความสามารถจะฝึกได้ครับ”

หลวงพ่อ  :      “ไม่ใช่...ลงไปอยู่เลย”

ผู้ถาม  :            “โอ้โฮ ไม่ไหวล่ะครับ แล้วทำไมมนุษย์เราจึงมากขึ้นครับ…”

หลวงพ่อ  :      “ก็ตายแล้วเกิดใหม่นี่ ถ้าไม่เกิดมันก็ไม่มากใช่ไหม ไอ้ที่เกิดใหม่ หรือมนุษย์มากขึ้น คุณอย่าลืมว่า ไอ้พวกสัตว์นั่นก็คือมนุษย์นะ ที่ทำความชั่วไปแล้วเกิดเป็นสัตว์ เปรต เป็นอสุรกาย

สัตว์นรก ทั้งหมดก็คือมนุษย์ เทวดา หรือพรหมก็มนุษย์ เพราะรักษาความดี ถ้าหมดความดีก็ต้องกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ พวกสัตว์นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ถ้าหมดอำนาจความชั่วก็มาเกิดเป็นมนุษย์

            ทีนี้ไอ้สัตว์ต่าง ๆ ที่คุณกินเข้าไปทุกวัน ๆ น่ะ คุณมั่นใจหรือว่าจะไม่มาเกิดเป็นมนุษย์ เข้าใจหรือยัง...อย่าลืมนะว่า สัตว์ทุกประเภทก็คือมนุษย์ที่สร้างความชั่วนั่นเอง”

ผู้ถาม  :            “ครับ..เข้าใจแล้วครับ ผมเรียนถามอีกอย่างนะครับ คือว่า...เมืองนรกอยู่ไหนครับ...?”

หลวงพ่อ :       “เมืองนรก เขาก็อยู่ที่เมืองนรก เมืองนรกจะไปอยู่ที่เมืองมนุษย์ไม่ได้ คุณอยากไปดูไหมล่ะ...?”

ผู้ถาม  :            “อยากครับ”

หลวงพ่อ :        “เอาอย่างนี้ซินะ ถ้าคุณเป็นคนไม่มีมานะทิฏฐิ คุณถือว่าคำสอนเป็นคำสอน คุณจะยอมรับปฏิบัติตามคำแนะนำของครู ถ้าคุณอยากจะรู้จักนรก สวรรค์

พรหมโลก หรือนิพพาน ไปพิสูจน์ได้ที่วัดท่าซุง ถ้าคุณมีความมั่นใจจริง ๆ ไม่เกิน ๓ วันไปเที่ยวได้ แต่ว่าคุณจะต้องเชื่อครูนะ ไม่ใช่จิตของคุณมีมานะทิฏฐิอย่างนี้ไม่ได้ เหมือนกับคุณมาเป็นนักเรียนนายร้อย ถ้าคุณเรียนมาจากสถาบันอื่นแล้ว แต่ทว่าคุณมาโรงเรียนนี้เขาสอนวิชาทหารคุณถือว่าไม่ใช่ ฉันเคยเรียนมาอย่างนี้ อย่างนี้คุณก็ไม่มีโอกาสจบหลักสูตรนี้ได้ ถ้าคุณต้องการฝึกอภิญญาสมาบัติคุณไปวัดท่าซุงได้ เขามีฝึกกันทุกวัน”

 

Visitors: 240,197