บทส่งท้าย

 

ปัญหาทั้ง ๑๒ข้อที่ข้าพเจ้าได้คัดเลือกเอามาเขียนลงในหนังสือเล่มนี้นั้น ได้สอดแทรกปัญหาปลีกย่อยเข้าเอาไว้อีกพอสมควร ซึ่งข้าพเจ้าก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า น่าจะมากพอที่จะทำให้ท่านผู้อ่านที่ตั้งใจอ่าน และใช้วิจารณญาณของท่านเอง พิจารณาไปด้วยเหตุผล โดยไม่มีมิจฉาทิฐิเป็นที่ตั้งเห็นจริงตามได้ อันจะสามารถช่วยให้คลี่คลายความเคลือบแคลงสงสัยในจิตไปได้บ้างไม่มากก็น้อย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ย่อมสุดแล้วแต่กุศลผลบุญของแต่ละบุคคลที่ได้สั่งสมมาแต่อดีตชาติด้วย

 

                        ข้าพเจ้าเองบัดนี้ ไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยใดๆอยู่ในจิตต่อไปแล้ว และยิ่งได้ปฏิบัติพระกรรมฐาน และเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ควบคู่กันไปเป็นการประจำด้วยแล้ว ความรับรู้ทางจิตที่เรียกว่า “ปัญญา” ก็ยิ่งเกิดขึ้นตามมาอย่างไม่มีหยุดนิ่ง จนบัดนี้ข้าพเจ้ายอมรับแล้วว่า “ชีวิตของมนุษย์และสัตว์โลกสั้นนัก ความตายหาได้เป็นสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวไม่ สิ่งที่ควรกลัวนั้นน่าจะเป็นการเกิดมากกว่า” ทั้งนี้เพราะการตายนั้นย่อมตายแน่นอน แต่การเกิดนั้นไม่แน่ว่าจะไปเกิดเป็นอะไร หากตกอยู่ในความประมาท ก่อนจิตแยกจากกายเกิดไปจับกรรมชั่วเข้าแม้เพียงน้อยนิด อาจต้องไปเกิดในอบายภูมิ๔ คือ นรก เปรต อสุรกาย สัตว์เดรัจฉาน ก็ได้จริงไหมครับ?

 

                  ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ใช้ช่วงระยะเวลาอันสั้นของชีวิตมนุษย์นี้ รีบเปลี่ยนโลกียทรัพย์ เป็น  โลกุตรทรัพย์  ให้มากที่สุดที่จะมากได้ เพราะ โลกียทรัพย์ เช่น ที่ดิน บ้านเรือน ทรัพย์สมบัติทั้งหลายแหล่ ตลอดตนลูก เมีย ญาติพี่น้องเราก็เอาติดตัวไปไม่ได้ แต่โลกุตรทรัพย์ อันได้แก่สร้างสมบุญกุศล เช่น การให้ทาน รักษาศีล เจริญภาวนา จะสามารถติดตามเราไปได้ทุกภพทุกชาติ จริงไหมครับ?

 

                        ถ้าเห็นจริงแล้ว ท่านผู้อ่านล่ะครับ จะไม่คิดใช้ช่วงระยะเวลาอันสั้นในโลกมนุษย์นี้ รีบเปลี่ยนโลกีย์ทรัพย์ เป็น โลกุตรทรัพย์ เช่นเดียวกับข้าพเจ้าบ้างหรือครับ??

 

คัดมาจากหนังสือสู่แสงธรรมของ พล.อ.ต. มนูญ ชมภูทีป

Visitors: 240,197