หลวงพ่อฤาษีตอบปัญหา : คนเคยโดนผีหลอก

 

 

 

ผู้ถาม :             “หนูเคยโดนหลอกมาอย่างหนักค่ะ คือทีแรกนะคะไปเยี่ยมเพื่อนค่ะ แม่เขาไม่สบาย บางคืนแกก็ร้องโหยหวน...?”

หลวงพ่อ  :      “ถ้าร้องก็แสดงว่าเขาไม่สบายมาก เขาต้องการความช่วยเหลือ เขาอยู่ในเกณฑ์ของความทุกข์ อย่างนี้เขาต้องการความช่วยเหลือจากเรา เราก็แอบไปกลัวเสียอีก อีตานั่นก็เลยร้องฟรีไปเลย”

ผู้ถาม  :            (หัวเราะ) “แต่หนูก็ยังสงสัย เพราะเห็นมีคนแก่นั่งอยู่ตรงปลายเท้า ถ้าเป็นผีเข้าทำไมถึงไม่อยู่ในตัวของแม่เพื่อนค่ะ...?”

หลวงพ่อ  :      “คือว่าผีจริง ๆ น่ะ เขาไม่ได้เข้าอยู่ในตัว เขาอยู่ข้างนอก เขาใช้กำลังจิตเขา

บังคับ คนที่กำลังจิตสู้เขาไม่ได้ เขาจะให้เป็นยังไงก็เป็นยังงั้น ฉันก็เคยเจอะมาเหมือนกัน ที่เขาเรียกว่าผีเข้า ๆ นึกว่าอยู่ในตัว แต่ความจริงไม่ใช่นะ คืออยู่ใกล้ แต่ว่าใช้กำลังจิตบังคับให้ปฏิบัติตามเขา คนป่วยนี่กำลังสติสัมปชัญญะนี่มันไม่มี เพราะเวทนามาก ใช่ไหม...เขาก็บังคับง่าย แต่ก็น่าสงสัย เพราว่าอาการเป็นยังงั้น มันมีอาการ ๒ ประเภทคือถ้าเป็นคนตายที่ไม่ใช่เทวดาก็ต้องเป็นสัมภเวสี ถ้าสัมภเวสีเขามาเข้าแบบนั้น พวกนี้ต้องการความช่วยเหลือ ถ้าเป็นเทวดาเขาไม่กวนแบบนั้น ที่บอกว่ามีเสียงร้องก็ต้องเป็นสัมภเวสีมากกว่า”

ผู้ถาม  :            “แล้วเราจะทำอย่างไรดีคะ ถ้าเขาต้องการความช่วยเหลือ”

หลวงพ่อ :       “ก็อุทิศส่วนกุศลโดยเฉพาะเลย ต้องตรงเขานะ ให้ตรงแล้วก็ไม่แบ่งคนอื่น

อย่างนี้เขาจึงจะได้ ไม่เหมือนพวกปรทัตตปชีวีเปรต พวกนี้เราให้แล้วเราก็ให้คนอื่นต่อไป แต่ว่าสัมภเวสีนี่เขาต้องบอกว่า เขาต้องการอะไร เมื่อให้แล้วก็ให้ตรง โดยเฉพาะเขาจึงจะมีส่วนได้รับ เพราะเขายัง (บาป) หนาอยู่มาก”

ผู้ถาม  :            “ที่โค้งบางปิ้ง เมื่อก่อนมีผีเยอะครับ ตั้งแต่หลวงพ่อลี ไปทำบุญแล้วค่อยหายไป พวกนี้คงเป็นสัมภเวสีนะครับ...?”

หลวงพ่อ  :      “ถ้าทำบุญแล้วหายไป แสดงว่าเป็นพวกสัมภเวสี หรือปรทัตตูปชีวีเปรต แต่

อย่าลืมนะว่าที่เขาแสดงภาพให้ปรากฏน่ะ แสดงว่าคนที่เห็นน่ะมีบุญพอที่จะช่วยเขาได้ มันเป็นลัษณะแบบขอทานเข้าบ้าน เรานึกว่าเป็นโจรน่ะ เสร็จเขาหิวเกือบตาย เราคิดว่าเป็นโจรเสียได้ อย่างที่หลวงพ่อลีทำบุญให้แล้วหายไป พวกนี้ถ้าเขามีความสุขแล้วเขาไม่มากวนอีก

            มันมีเรื่องอยู่เรื่องหนึ่ง ตอนนั้นฉันอยู่ที่วัดบางนมโค มีคนไข้คนหนึ่งมารักษา หลวงพ่อปานท่านก็ดู แล้วท่านก็บอกว่า รักษาด้วยยานี่มันไม่หาย เพราะเป็นอำนาจของความกลัวผี ฉันก็เลยไปถามแกว่าก่อนที่จะป่วยมันเป็นยังไง แกบอกว่า วันหนึ่งตอนกลางวัน นั่งไปในเรือกันหลายคน แกเห็นว่ามีคนบรรเลงปี่พาทย์อยู่บนยอดไผ่ต้นไผ่มันมาก ตั้งวงปี่พาทย์บรรเลงแกเห็นคนเดียว คนอื่นไม่เห็น ก็เกิดความกลัวเลยป่วย อย่างนี้ผีเขาบันดาลให้เห็นคนเดียว แต่ไปกลัวเสียนี่”

ผู้ถาม  :            “บางคนเขาก็บอกว่า ถ้าสวดมนต์บทวิรูปักเขแล้วไม่มีอันตราย เพราะบทนี้เป็นการแผ่เมตตา อันนี้ถูกไหมครับ...?”

หลวงพ่อ  :      “ใช่...วิรูปักเขนี่แผ่เมตตาตั้งแต่สัตว์ไม่มีเท้า สัตว์มีเท้าน้อยจนกระทั่งสัตว์มีเท้ามาก เรียกว่าแผ่เมตตาไปในสัตว์ทั้งหมด”

ผู้ถาม  :            “หลวงพ่อคะ หนูได้ยินพระสวดมนต์ว่า “ชาติปิ ทุกขา ชราปิ ทุกขา มรณัมปิ ทุกขัง” เขาแปลว่าอะไรคะ...?”

หลวงพ่อ  :      “ถ้าให้ฉันแปลมันไม่เหมือนกับชาวบ้านเขาหรอก “ชาติปิ ทุกขา” ความเกิดก็

เป็นทุกข์ที่ขา “ชราปิ ทุกขา” พอแก่ก็เป็นทุกข์ที่ขาอีก เดินไม่ค่อยไหว “มรณัมปิ ทุกขัง” พอตายแล้วก็ถูกขังในโลงอีกถูกไหม...ท่านว่าของท่านถูกจริง ๆ ชาติ แปลว่า เกิด เกิดมาแล้วก็ทุกข์ที่ขา ความจริงขามีงานหนัก จะไปใหนเขาก็ใช้ขาเดิน พอจะพัก พับขาเสียอีก เมื่อยอีก ไอ้ขานี่แหม...โชคร้ายจริง ๆ ทุกข์หมด”

ผู้ถาม  :            “คนไม่มีขาทุกข์ไหมคะ...?”

หลวงพ่อ  :      “ทุกข์ซี มันอยากมีขากับเขาน่ะ ทุกข์เพราะอยากมีขาทุกข์หนักเลย มันไม่มี

อะไรจะเดิน มันเคยเดินมาแล้วนี่ มันไม่ได้เดินมันก็กลุ้มบรรลัยเลย อย่าไปคิดนะว่าสิ่งที่มีแล้วมันเกิดใช้อะไรไม่ได้ มันจะเป็นสุขน่ะ ถ้าตาเราเห็นมาแล้ว ตาบอดปุ๊บ แหม...กลุ้ม “ใครวะ รูปร่างเป็นยังไง...สูงหรือต่ำ...ดำหรือขาว...”นี่ถามเขาตะพึด ถ้าไม่มีตาตั้งแต่ต้นก็ไม่วิตกกังวลใช่ไหม...นี่ของเคยมีมาแล้ว หมดไปยิ่งกลุ้มใหญ่ คนที่ไม่มีขาเห็นคนอื่นเขามีขา เดินไปไหนต่อไหนได้ เราเดินไม่ได้ต้องคลานดุ๊บ ๆ ใช้แขนแทน ก็ต้องมานั่งเป็นทุกข์นึกในใจ ถ้ากูมีขาอย่างเค้าบ้างจะวิ่งให้ปรื๋อเลย

            สรุปแล้ว มีขาก็มีทุกข์ ไม่มีขาก็มีทุกข์ มีขาทุกข์เพราะขา ไม่มีขา ทุกข์เพราะอยากมีขาเดิน เป็นอันว่าโลกนี้เต็มไปด้วยความทุกข์หาความสุขไม่ได้ ถูกไหม...?”

ผู้ถาม  :            “ถูกค่ะ…”

Visitors: 240,196