เราสร้างเมรุเผาศพคนเดียวได้ไหม

ผู้ถาม  :            “หลวงพ่อคะ ขอถามปัญหาอีกข้อค่ะ อย่างเราสร้างเมรุเผาศพคนเดียวคนโบราณเขาบอกว่าไม่ดี จะตายง่ายเพราะบุญมันแรงเกินไป อันนี้จริงไหมคะ...?”

หลวงพ่อ  :      “ฉันว่าตายง่ายดีกว่าตายยากนะ ตายยากมันทรมานถูกไหม...?”

ผู้ถาม  :            (หัวเราะ)

หลวงพ่อ  :       “ไม่จริงหรอกหนู ถ้ามันถึงเวลาจะไม่ตายมันก็ไม่ตาย ถ้าบุญมันแรงก็ส่งเราไปนิพพานเลย ดีไหม...ทำคนเดียวไม่ได้ก็ทำหลายคนก็ได้ ทำคนเดียวก็ดี แต่ถ้าเขาช่วยด้วยเราก็รับ”

ผู้ถาม  :            “เวลามีคนมาขอทานหน้าบ้าน เขามักจะขอโดยการร้องเพลงยาว ๆ ฟังแล้วอดสงสารไม่ได้ค่ะ แต่บางทีก็รำคาญต้องรีบบอกให้หยุดร้อง ให้สตางค์แล้วก็ให้เขาไปเร็ว ๆ อย่างนี้จะเป็นไรไหมคะ...?”

หลวงพ่อ :        “ไม่เป็นไรหรอกหนู เมื่อสมัยบวชใหม่ ๆ หลวงพ่อปานบอกว่า ถ้าจะให้ทาน

คนขอทานอย่าให้เขาพูดมาก หมายความว่าพอมาถึงไม่ต้องให้ยกมือไหว้พูดขอ ถ้าเขาจะขอก็บอกไม่ต้องฉันให้แล้ว ฉันเต็มใจให้แล้ว คือว่าเราจะให้ใคร อย่าให้เขาพูดมาก อย่าให้เสียเวลา ให้เร็ว ๆ ที่สุด ตั้งใจเป็นการสงเคราะห์จริง ๆ แล้วผลมันให้ชาตินี้ ฉันทดสอบมาแล้วเป็นความจริง

            ถ้าเกิดชาติหน้าจะได้ลาภสองแบบ หมายความบุญที่มีการเตรียมการ จะร่ำรวยจากการประกอบอาชีพ และที่ถือของไปตามทางเจอะที่ไหนให้ที่นั่น โดยไม่ตั้งใจไว้ก่อนจะได้ ลาภลอย คือ ถูกล๊อตเตอรี่

            การให้ทานโดยไม่เตรียมการไว้ก่อน ใครมาก็ได้เราให้ได้ ถ้าทำอย่างนี้เสมอ ๆ คนมาขอทาน เราไม่ยอมให้พูดให้ขอ รีบควักเลย แล้วมันจะมีผลในชาตินี้ คือสิ่งที่เราขัดข้องคิดว่าจะไม่ได้มันจะโผล่ เราก็ให้เท่าที่เราจะให้ได้ เขาไม่บังคับเรานี่ พอทำไปไม่กี่ปีก็เริ่มให้ผลของที่จะได้มามันมีการคล่องตัวมากขึ้น

            แต่ว่าเวลาให้ เราอย่าไปคิดถึงผลอันนี้นะ ต้องให้ด้วยการสงเคราะห์จริง ๆ คือ ตัดไปเลย มันได้เท่าไรก็ช่าง ถ้าไปคิดว่าเราต้องการให้เพื่อต้องการผลตอบแทนผลจะถูกตัดเพราะเป็นการให้ทานประกอบด้วยความโลภ

            พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า “ตุลิตะ ตุลิตัง สีฆะ สีฆัง” ธรรมของเรามิใช่เป็นเครื่องเนิ่นช้า ต้องเร็ว ๆ ไว ๆ

            อย่างของสังฆทาน พอเราบอกพระไปว่าขอถวายเป็นสังฆทานพระเขาจะจัดของนั้นเป็นสังฆทานโดยตรงจะเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างอื่น คนรับก็ไปนรกซิ ผู้ให้ไปสวรรค์”

ผู้ถาม  :            “แต่เราไม่ได้ไปประเคนพระด้วยตนเอง อย่างนี้จะได้บุญไหมคะ...?”

หลวงพ่อ  :      “มันได้ตั้งแต่ให้ พอนึกก็ได้แล้ว ถ้าตั้งใจจริง ยังไม่ทันจะนำมาถวาย คิดว่าจะถวายสังฆทานก็ได้แล้ว ถ้าตายเสียตอนนั้น ได้อานิสงส์เต็มที่เลย”

ผู้ถาม  :            “หลวงพ่อคะ เวลาถวายสังฆทานกับบุพการีต้องระบุชื่อไหมคะ...?”

หลวงพ่อ  :      “เวลาเราให้ถึงระบุ คือเวลาอุทิศส่วนกุศลนะ แต่ว่าเวลาถวายสังฆทานไม่ต้องระบุชื่อ”

ผู้ถาม  :            “ก็ไม่แน่ ถ้ากรรมบางเขาได้ ญาติหรือไม่ใช่ญาติก็ตาม ถ้ากรรมที่เป็นอกุศลส่วนหนึ่งเขามีอยู่ เขามีสิทธิ์ได้รับ ถ้าหนาไปนิดเขาก็ไม่ได้รับ อย่าไปคอยเอาตอนเป็นผีเลย ก่อนเป็นผีทำไว้ก่อนเถอะ จะกินอะไรบ้างก็เอาทำทานไว้ก่อน”

ผู้ถาม  :            “แล้วที่เขาบอกว่าก่อนจะเอาเงินทำบุญทำทานต้องแบ่งเป็น ๔ ส่วนเสียก่อน หมายความว่าอย่างไรคะ...?”

หลวงพ่อ :       “ในเรื่องพระเวสสันดร การให้ทานพระพุทธเจ้าบอกว่า ต้องแบ่งเป็น ๔ ส่วน คือ ๑. ชำระหนี้เก่า ๒. เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ๓. ฝังไว้ ๔. ทิ้งเหว

                        ชำระหนี้เก่า คือ บิดามารดา และผู้มีคุณ ต้องสงเคราะห์ท่านตามกำลัง

เป็นเจ้าหนี้ใหม่ ลูกสาวลูกชาย เราต้องสงเคราะห์ใช่ไหม

ฝังไว้ สร้างความดีในส่วนกุศล

ทิ้งเหว คือกิน

ทั้ง ๔ อย่างนี้ ใช้ ๔ หารไม่ได้นะ ต้องดูความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห่วงให้มากคือทิ้งเหว ตัวนี้ถ้าน้อยไปมันเดือดร้อน มันเบียดเบียนตัวเอง ต้องแบ่งส่วนให้เหมาะสม”

ผู้ถาม :             “แล้วที่เขาบอกว่าสร้างกุศลอย่างโน้น สร้างกุศลอย่างนี้ แล้วจะเกิดเป็นเทวดา จะมีบริวาร ๕๐๐ องค์ สงสัยว่าบริวาร ๕๐๐ องค์ มายังไงครับ...?”

หลวงพ่อ :       “คุณสงสัยแค่ ๕๐๐ ฉันตอบไม่ได้ ของฉัน ๑,๐๐๐ องค์ ถ้าคุณอยากจะรู้ต้องไปเป็นเทวดาก่อน ฉันเคยเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้ฉันก็ลืมแล้ว

            แต่บริวารน่ะไม่ใช่ภรรยานะ ที่นั่นเขาไม่สถาปนาเรื่องยศเรื่องศักดิ์กันหรอก พวกที่ทำบุญ แต่ไม่ได้ทำบุญส่วนวิหารทาน พวกนี้เกิดไปแล้วก็ไม่มีวิมานอยู่ ต้องอาศัยบุญเขาอยู่ แต่ว่าการอาศัยบุญเขาอยู่ที่เป็นพวกเดียวกันนะ ในฐานะที่คุณเป็นมนุษย์ คุณชอบกับใครบ้าง คุณมีเพื่อนกับใครบ้าง เคยทำบุญร่วมกัน แต่พวกนั้นเขาไม่ได้ตั้งใจสร้างโบสถ์ สร้างวิหาร สร้างที่อยู่ ทั้งหมดเรียกว่า วิหารทาน

            อย่างคุณทำบุญในเมื่อเป็นมนุษย์ วันนี้ขอร่วมสร้างกุฏิ ๑ บาท หรือเขาสร้างโบสถ์เราขอเข้าร่วมด้วย ๑ บาท วิมานจะปรากฏทันที ทีนี้พวกที่ร่วมกับคุณแต่ไม่ได้ร่วมในด้านนี้ ชอบพอกันไปใส่บาตรด้วยกัน ไปฟังเทศน์ด้วยกัน หรือว่าไปให้ทานด้วยกัน แต่ว่าไม่เกี่ยวกับวิหารทาน เมื่อเขาตายไปก่อนเขาจะไปอยู่ที่นั่นคอยอยู่ก่อนในฐานะเป็นบริวาร”

ผู้ถาม  :            “หลวงพ่อคะ เห็นเขาว่าสร้างพระไตรปิฏก แล้วไม่ตกนรกหรือคะ...?”

หลวงพ่อ :       “ถ้ากำลังสร้างอยู่ไม่ตกนรก จะตกได้ยังไง ยังไม่ตาย”

หลวงพ่อ :        “สร้างพระไตรปิฎก จิตใจก็ต้องนึกถึงพระไตรปิฎกไว้เสมอ จัดเป็น ธัมมานุสสติกรรมฐาน ถ้าสร้างพระไตรปิฎกแล้วก็ไปลักเขาบ้าง ขโมยเขาบ้าง ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตบ้าง อันนี้ลงนรก”

ผู้ถาม :             “หลวงพ่อคะ ถ้าเราฝากเงินไว้กับธนาคาร ถ้าเอาดอกเบี้ยมาทำบุญ จะได้อานิสงส์ไหมคะ...?”

หลวงพ่อ  :      “ได้ เงินฝากธนาคารมันเป็นเงินตามกฎหมาย เขาให้มาตามระเบียบ เราไม่ได้โกงเขา เป็นเงินบริสุทธิ์แท้ อันนี้ไม่เป็นไรนะ”

ผู้ถาม  :            “หลวงพ่อคะ บวชวิญญาณคนที่ตายไปแล้วได้ไหมคะ...?”

ผู้ถาม  :            “ถ้าฉันบวชวิญญาณคนที่ตายเมื่อไร ฉันก็ไปอยู่กับพระเทวทัตเมื่อนั้น เพราะว่าพระพุทธเจ้าท่านยังบวชให้ไม่ได้ บวชไม่ได้หรอก”

ผู้ถาม  :            “คือว่าเขามาเข้าฝันว่าเขาอยากบวชค่ะ”

หลวงพ่อ :       “ถ้าเขาจะบวชก็ถามเขาซิว่า จะบวชวิธีไหน แต่ว่าฝันมันก็ลำบากนะ อยากจะบวชก็ไม่ยากอะไรนี่นะ เอาแบบง่าย ๆ เอาพระพุทธรูปถวายเป็นของสงฆ์ อุทิศส่วนกุศลให้ไป นั่นคือการบวช”

จากหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรมเล่มพิเศษ3

Visitors: 240,195