หลวงพ่อสอนวิธีแก้โมโห

 

ผู้ถาม  :            “หลวงพ่อคะ หนูเป็นคนขี้โมโหค่ะ...”

หลวงพ่อ  :      “ถ้า “ขี้” โมโหดี เพราะเราไม่ได้โมโห”

ผู้ถาม  :            (หัวเราะ) “โมโหร้ายมากค่ะ แต่ว่าแป๊บเดียวหาย...”

หลวงพ่อ  :       “โมโหร้าย ดี แต่ว่าอย่าร้ายตามโมโห ให้โมโหมันร้ายอย่างเดียว ถ้าโมโหแป๊บเดียวหายเช้ามืดเราก็รีบโมโหเลย บอก “เอ็งโมโหเฉพาะเวลานี้นะ เวลาอื่นห้ามโมโห”

            ถ้าแป๊บเดียวหายเขาเรียกว่า “โทสะจริต” เกิดโมโหไวหายเร็ว ที่หายเร็วแสดงว่าตัวยับยั้งมันมาก เราก็ต้องพยายาม พอตื่นมาตอนเช้าคิดว่าวันนี้เราจะไม่โมโหใคร ตั้งใจไว้เลย แต่มันอดเผลอไม่ได้นะ มันเป็นของธรรมดา ทีนี้ถ้าเผลอ พอจะหลับเราก็นั่งนึกว่าวันนี้เราโมโหใครบ้างหรือเปล่า บังเอิญถ้าโมโห เราก็คิดใหม่ว่าจะไม่โมโหอีก อย่างนี้ไม่ช้าก็หาย”

ผู้ถาม  :            “หลวงพ่อคะ ถ้าแกล้งทำเป็นโมโห แล้วพูดคำหยาบออกไป อย่างนี้จะเป็นไรไหมคะ...?”

หลวงพ่อ  :       “ไอ้แกล้งทำเป็นโมโหนี่ เป็นลีลาแม้กระทั่งพระอรหันต์ ท่านก็ทำเพื่อ

ประโยชน์ของคนอื่น พระพุทธเจ้ามีลีลาว่า นิคคัยหะ ปัคคัยหะ ถ้าดีเราก็ยกย่องสรรเสริญ ถ้าไม่ดีก็ถูกขับออกไป ท่านทำก็เพื่อความอยู่เย็นเป็นสุขของคนอื่น อันนี้ไม่ใช่โทสะแท้ เขาไม่ถือว่าเป็นเรื่องโทสะ เป็นเรื่องลีลาของการปกครองก็เหมือนกับการแสดงละคร คนนี่มีนิสัย ๒ ประเภท คือ คนนิสัยหยาบ ต้องขู่บังคับ ถ้าคนที่มีนิสัยละเอียดต้องปลอบ แบบนี้แสดงว่าคนนั้นเขามีนิสัยหยาบ เราแสดงออกแบบนั้น ความจริงเนื้อแท้เราไม่มีอะไร แต่เราทำเพื่อผลงาน อันนี้ไม่เสียหาย

            ถ้าเข้าไปในสมาคมขี้เมา เรากินโซดาเราก็เมาเท่าเขาทำเสียงเป็นเมา อาจจะเมากว่าคนกินเหล้าอีกนะ ทำเสียงดังกว่า เขาเรียกว่าต้องทำตามเขาไป แต่เนื้อแท้จริง ๆ เราไม่เมา แต่เราก็ไม่ขัดกับสังคมใช่ไหม...”

ผู้ถาม  :            “แล้วอย่างคนดื้อละคะ หนูรู้สึกว่าตัวเองดื้อมาหลายชาติค่ะ จะแก้ไขยังไงดีคะ...?

หลวงพ่อ  :       “รู้หรือว่าดื้อนะ รู้ยังไงว่าดื้อมาหลายชาติ...?

ผู้ถาม  :            “เดาเอาค่ะ”

หลวงพ่อ  :       “ไอ้คนรู้ว่าดื้อนี่ แสดงว่าคนนั้นไม่ดื้อ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า คนใดก็รู้ตัวว่าเป็นพาล คนนั้นเป็นบัณฑิต คำว่า พาล แปลว่า โง่ คนไหนรู้ตัวเองโง่ คนนั้นเป็นคนฉลาด บัณฑิต เขาแปลว่า คนฉลาด

ผู้ถาม  :            “อย่างกับตั้งใจจะไม่พูด ไม่ทำอะไรให้ใครกระทบกระเทือนใจก็ห้ามใจไว้ไม่ได้

หลวงพ่อ  :       “อ๋อ...นั่นเป็นของธรรมดา หนู ต้องค่อย ๆ ยั้งมันนะ เราจะตั้งใจยับยั้งทีเดียว

มันไม่ได้ แต่ว่าถ้าพลาดขึ้นมา หรือเกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา ก็คิดว่าครั้งต่อไปเราจะไม่ทำอีก ถ้าสักวันหนึ่งข้างหน้ามันเผลออีก รู้ตัวอีกก็ยับยั้งอีก ต้องทำบ่อย ๆ แบบนี้มันถึงจะทรงตัวนะ ถ้าเราคิดว่า เราจะไม่ทำอะไรเลยให้เป็นเครื่องเสียหายกระทบกระเทือนให้มันอยู่ตัวแสดงว่า พอนึกปั๊บก็ให้เป็นพระอรหันต์เลยซิ มันก็ยาก ใช่ไหม...?

            อย่างนี้ดี ถ้าเรารู้แบบนั้นแสดงว่า อารมณ์ยับยั้งมันมีเยอะแล้ว เพราะตามปกติคนที่เขามีกิเลสหนาจริง ๆ เขาจะไม่รู้ว่าเขาสร้างความเดือดร้อน สำหรับเราทำไปแล้วเรามีความรู้สึกภายหลังว่าคนอื่นเดือดร้อน รู้สึกว่าเป็นการไม่สมควร แสดงว่ากำลังกิเลสตกไปมากแล้ว ก็ค่อยยั้งมันไปนะ หนัก ๆ เข้ามันก็อยู่ตัวเอง”

ผู้ถาม  :            “ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ”

 

จากหนังสือหลวงพ่อตอบปัญหาธรรม

Visitors: 240,197